PDA

View Full Version : "" คำจำกัดความของภาพแต่ละประเภท "" Definition


JOJO
29th September 2006, 03:42
ช่วงนี้มีคำถามประเภทนี้บ่อยๆ..เลยขอเอามารวบรวมกันหน่อย..
ทั้งจากเวบเรา และ ที่ผมเคย ถามๆ กันไว้ที่อื่น

ไม่มีอะไรหรอกครับ...มานั่งนึกๆ..ที่เราถ่ายๆ ภาพกันมา อยากรู้ ว่าจริงๆ มันมีกี่แบบ
แบ่งประเภท กันยังไง แบบว่าวิชาการครับ
เช่น..
PORTRAIT ภาพบุคคล.. แล้ว มันต่าง กะ ถ่ายแบบ FASHION ยังไงเนี่ย..
แล้ว อื่นๆ ที่เรียกๆ กัน .. มันคือ อะไร.. อย่างไหนเรียก LIFE อย่างไหน.. แนว DOCUMENTARY หรือ อื่นๆ.. อีกตั้งหลายแนว..
อยากได้ความหมาย.. เวลาถ่ายจะได้เรียกกันถูกๆ.. หรือ.. รู้ ว่า แต่ ละแนว หัวใจของมันคืออะไร...ครับ..จะได้เป็นประโยชน์ กันถ้วน ทั่ว..
ส่วนตัวผมไม่ค่อยมีความรู้ ครับ.. ประเภทกดอย่างเดียว.. ถามผู้รู้ ด้วย ใครมีความรู้เอามาแจมกัน

JOJO
29th September 2006, 03:46
ความหมายของคำว่าถ่าย Snap Shot กะ Compo (http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=433)
อยากรู้ว่าภาพแนว Life กับแนว Stree ต่างกันไงเอ่ย (http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=453)

มาที่ลิงค์ตามกระทู้นี้เลย.. โดยคะน้า. :pen116:

JOJO
29th September 2006, 03:48
Portrait หมายถึง ภาพถ่ายที่ถ่ายทอดลักษณะและบุคคลิกของบุคคลครับ , อจ.พันธ์ศักดิ์ท่านว่าไว้เช่นนั้นในวันอบรมของfuji

โดยพี่ หนก บางหลวง.. จาก
http://www.thaidphoto.com/forums/showpost.php?p=119509&postcount=2

JOJO
29th September 2006, 03:50
ไปต่างจังหวัดมาหลายวัน กลับมาเห็น Gallery เปิด เลยแวะเข้าไปดู...มีหลายหัวข้อที่เพื่อนๆสมาชิกยังเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่ ก็เลยรีบเขียนมาบอกเพื่อจะได้เข้าใจดีขึ้นและไม่เสียเวลา Upload ขึ้นไป วันนี้ขอแนว Still Life ก่อนครับ...จากความทรงจำที่ยังพอมีหลงเหลืออยู่กับประสพการณ์ที่ผ่านมาและจากความคิดเห็นส่วนตัวบ้างเล็กน้อย

Still-life หรือ Still Life จากคำแปลที่ "ศัพท์บัญญัติวิชาถ่ายภาพ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน" ปี ๒๕๓๐ ได้ให้ไว้ว่า... ๑.ภาพหุ่นนิ่ง ๒.ภาพชีวลักษณ์ หรือภาพเลียนแบบธรรมชาติ

แต่ผมอยากจะอธิบายว่า Still Life คืออะไร เพื่อที่เราจะได้เข้าใจว่าเราถ่ายภาพ Still Life ไปทำไม เพื่ออะไร และมันควรจะเป็นอย่างไร หรือแสดงให้ผู้ชมเห็นอะไรมากกว่า...นะครับ

ไม่เป็นการยากเลยในการที่เราจะทำความเข้าใจในความหมายของมันหรือแม้กระทั่งในเรื่องของการถ่ายภาพ Still Life และก็สามารถที่จะถ่ายให้ดีได้อีกด้วย ผู้ที่ศึกษาทางด้านศิลป์มาคงจะเข้าใจกันดีอยู่แล้ว อาจจะมากกว่าผมด้วยซ้ำไป เพราะผมได้ศึกษามาเพียงแค่เป็นวิชาบังคับในการเรียนถ่ายภาพทางด้าน Still Life เท่านั้นเอง...ส่วนใครที่พอมีภูมิหลังในเรื่องของงานศิลปะอยู่บ้าง หรือว่ามีความเข้าใจในเรื่องของศิลปะพอสมควร ก็คงจะเข้าใจได้มากขึ้นและเร็วขึ้นกว่าผู้ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนเลย แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ไม่เคยผ่านในเรื่องของงานศิลปะมาก่อนจะเข้าใจยากกว่า หรือผลิตงานได้ไม่ดีเท่า...จะดีในระดับใดนั้น เป็นเรื่องที่ต้องศึกษาหาความรู้กันเอง ไม่มีใครบอกให้ได้ว่าถ่ายอย่างไรจึงจะดีกว่า

เพื่อที่จะให้เป็นที่เข้าใจง่ายขึ้นสำหรับทุกๆคน จึงอยากจะขอเกริ่นที่มาและที่ไปของ Still Life เพียงเล็กน้อย เพื่อที่เราจะได้รับทราบ และเข้าใจจุดประสงค์ของการวาดภาพ หรือการถ่ายภาพ Still Life ว่าทำไปเพื่อเหตุผลอันใดบ้าง...ในปัจจุบัน ความหมายหรือจุดประสงค์ของการถ่ายภาพ Still Life อาจจะเปลี่ยนไปบ้างแล้ว...ก็เป็นไปได้...เท่าที่ได้อ่านบทความของท่านผู้รู้บางท่าน และจากภาพที่ได้เห็นในการแสดงนิทรรศการ และจากการประกวดหลายๆแห่ง...จะอย่างไรก็ตาม ผมยังมีความรู้สึกเดิมๆของการถ่ายภาพ Still Life อยู่ และก็ยังถ่ายตามเดิมอยู่

Still Life เป็นงานที่เริ่มมาจากภาพวาดและภาพเขียน (Painting และ Drawing) ตั้งแต่ในสมัยศตวรรษที่ 15 แต่มาโด่งดังเอาเมื่อในช่วงศตวรรษที่ 17 โดยเหล่าจิตกรชาว Dutch ที่เลื่องลือในฝีมือและที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการใช้แสงและการจัด (Lighting and Composition) ที่เรียกกันว่า Dutch Masters ซึ่งได้ผลิตผลงานที่มีความสวยงามเอาไว้มากมายในงาน Still Life อันแสดงให้เห็นถึงความสามารถและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องอื่นๆอีกมากมายนอกเหนือไปจากเรื่องของการจัดฉากและการใช้แสง...ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความเข้าใจในสิ่งที่จะวาด ในเรื่องของการจัดหาสิ่งของมาใช้ประกอบในภาพ ในเรื่องของการใช้สิ่งของเหล่านั้นเล่าเรื่องราวของภาพ ในเรื่องของการสร้างมิติ ในเรื่องของการจัดองค์ประกอบ และในเรื่องของการใช้พื้นที่ ซึ่งทำได้ดีกว่าจิตกรชาติอื่นๆในยุคนั้น สมัยนั้นอย่างมาก

งาน Still Life ที่ไม่ใช่เป็นการจัดฉากก็มีครับ เป็นการวาดหรือถ่ายภาพของสิ่งของที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือที่มนุษย์ได้ทำเอาไว้ซึ่งอยู่ภายนอก Studio ที่เรียกกันว่า Found Subjects แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการจัดเสียมากกว่าด้วยเหตุผลที่จะกล่าวต่อไป

หลักที่สำคัญๆของงาน Still Life คือการเลือก Subject...ซึ่งจะเป็นการจัดหาของสิ่งของต่างๆที่ไม่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตแล้วไม่ว่าจะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ภายในบ้าน นอกบ้าน สัตว์ที่จะใช้ในการประกอบอาหาร, อาหารอย่างเดียว, อาหารพร้อมเครื่องครัว หรือแม้กระทั่งดอกไม้ที่ตัดมา และสิ่งที่สำคัญต่อมาก็คือเรื่องของ Composition และการใช้ Space จะต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายใน Set จะต้องมีความสัมพันธ์กัน ไม่ว่าจะเป็น Set ที่มีเพียง 2-3 ชิ้น หรือที่ีใหญ่ มีสิ่งของมากมายนับสิบๆชิ้น ในแต่ละ Set จะต้องมีการบอกเรื่องราวที่ดี...จะต้องคำนึงถึงตำแหน่ง ขนาด รูปร่าง การเว้นระยะของสิ่งของให้เหมาะสม เพราะสิ่งที่จะตามมาคือการให้แสง แสงจะต้องส่องโดนสิ่งของทั้งหมด แม้เพียงแค่นิดเดียวก็ตาม

ภาพ Still Life ที่ดีย่อมขึ้นอยู่กับรสนิยม การวางแผนล่วงหน้าและในเรื่องของการเลือก Subject, Background, Composition และ Lighting ที่ดีครับ... แม้ว่าการถ่ายภาพ Still Life จะเป็นเรื่องของการจัด/สร้างฉากขึ้นมา แม้ทุกสิ่งทุกอย่างจะอยู่ภายใต้การการตัดสินใจและการควบคุมของช่างภาพทั้งหมดทั้งสิ้น แต่ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้เหมือนกันหมด หรือแม้แต่จะได้ดีเท่ากัน ถึงแม้ว่าจะเป็นการถ่ายภาพของสิ่งของเดียวกันก็ตาม ฉนั้นการถ่ายภาพในสาขานี้จึงอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นหนึ่งในสาขาที่มีความยากก็ว่าได้ เพราะกว่าจะได้มาถึงตรงนี้ได้นักศึกษาหรือผู้ที่มีความสนใจทางด้านการถ่ายภาพทุกคนจะต้องเรียนรู้และได้ผ่านมาแล้วในเกือบจะทุกสาขาของการถ่ายภาพ และจะต้องนำความรู้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้เรียนรู้และศึกษามา มาใช้รวมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ...

การจัดเลือกหาสิ่งของมาจัดถ่าย (objects)
ความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่จะถ่าย (subject)
ความสามารถในการผูกเรื่องของสิ่งของที่มี (narrative/telling story)
ความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอภาพ(creativity)
ความสามารถในด้านการจัดองค์ประกอบ (arrangement)
ความรู้และความสามารถในด้านการจัดสร้างภาพ (composition)
ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้พื้นที่ในฉาก (space)
ความเข้าใจในเรื่องการสร้างมิติ (dimension/perspective)
รู้จักและเข้าใจในเรื่องแสงเป็นอย่างดี (lighting)
รู้จักและเข้าใจพื้นผิวของวัสดุที่นำมาใช้ใน set (textures และ surface)

เนื่องจากการใช้ฟิล์มต่างกับการใช้สี ช่างภาพจะต้องเข้าใจในเรื่องของฟิล์มว่าจะสามารถเก็บรายละเอียดในส่วนสว่าง (Highlights) และในส่วนเงา (Shadows) ได้มากน้อยเพียงไร ฟิล์มและเลนส์ที่จะใช้ในการถ่ายมีความสามารถในการเก็บรายละเอียดในส่วนที่กล่าวมาได้มากน้อยเพียงไร ความสั้น-ยาวของเลนส์จะมีผลอย่างไรต่อมุมมอง ยังมีเรื่องความคลาดของสี (Colour Cast) ของสิ่งที่จะถ่ายมาเกี่ยวข้องอีกด้วย และหากว่าใช้ Background ที่มีความซับซ้อนทั้งในเรื่องของสีและลวดลาย (Pattern) ความต่างกันทั้งรูปร่าง ขนาด สี ของสิ่งที่จะถ่าย จะให้น้ำหนักในการมองต่างกัน และเมื่ออยู่ใน Set เดียวกันแล้ว ก็จะต้องมีความหมายหรือเรื่องราวที่เข้ากันเสมอไป

เรื่องของการให้แสงในการถ่ายภาพ Still Life ก็เช่นเดียวกันกับงานจิตกรรม ส่วนใหญ่จะเป็นแสงนุ่ม มาจากด้านข้างประมาณ 45 องศาเพื่อที่จะได้สาดส่องแสดงให้เห็นถึง Texture และ Surface รวมทั้ง Shape และ Form ของ Object/Subject ด้วย สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือเงาจากของชิ้นหนึ่งเมื่อไปทาบกับของอีกชิ้นหนึ่งก็ไม่ควรจะมืดจนมองไม่เห็นรายละเอียดของชิ้นที่ถูกทาบ ในบางครั้งอาจจะมีการใช้แสงที่ค่อนข้างแรงในบาง Set ซึ่งจะให้เงาที่เข้ม มีขอบชัดเจน แต่ก็มักจะใช้กับการถ่ายสิ่งที่อยู่ใน Set เล็ก หรือต้องการใช้เงาเป็นส่วนหนึ่งของ Composition หากมีความเข้าใจในการใช้ Reflectors ประเภทต่างๆ ความเข้าใจในเรื่องของการชั่งน้ำหนักของแสงด้วยสายตา และความเข้าใจในเรื่องของมุมตกและมุมสะท้อนของแสง ก็จะช่วยให้ช่างภาพผู้นั้นได้เปรียบในการผลิตงานกว่าผู้อื่น...อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะมีฝีมือระดับใดก็สามารถที่จะถ่ายภาพ Still Life ได้ด้วยกันทุกคน หากให้ความสนใจกับสิ่งที่กล่าวมาข้างบน...ส่วนจะดีในระดับใดก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับประสพการณ์และความเข้าใจของแต่ละคนไป


เนื่องจากวิชาการถ่ายภาพ เป็นเรื่องของการลอกเลียนแบบมาจากและภาพเขียน ดังนั้นการศึกษาวิชาการถ่ายภาพในทุกสาขาในสถาบันที่มีการสอนการถ่ายภาพเป็นวิชาหลักในระดับปริญญาในต่างประเทศ จึงต้องให้นักศึกษา ศึกษาเกี่ยวกับประวัติความเป็นไปและที่มาของงานศิลปะประเภทต่างๆ (History of Art ) ของแต่ละยุค แต่ละสมัย ตั้งแต่สมัย Renaissance (ศตวรรษที่ 14-16 ) เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาของงานและมุมมองของจิตกร อีกทั้งรสนิยมของประชาชน...นักศึกษาที่เลือกเรียนการถ่ายภาพในแขนง Still Life จำเป็นที่จะต้องเรียนวิชาบังคับที่ไม่เกี่ยวกับการถ่ายภาพเพิ่มขึ้นอีกสองวิชาคือ ภาพวาดและภาพเขียน นอกเหนือไปจากวิชาประวัติศาสตร์ของงานศิลปะเพื่อที่จะใด้เข้าใจในเรื่องของ Perspective การตกและการสะท้อนของแสง การสะท้อนแสงของสิ่งต่างๆใน Set ในเรื่องของน้ำหนักของโทนในส่วนของ Shadows ฯลฯ และผู้ที่จะเรียนถ่ายภาพ Food Photography ก็จะต้องผ่านการเรียน Still Life Photography มาแล้วอย่างน้อยหนึ่งปี

การสร้างงาน Still Life ของจิตกร ในสมัยโน้นก็คือการสร้าง Portfolios ให้กับตัวเองนั่นเอง มันเป็นการแสดงให้ลูกค้าหรือผู้ที่จะมาว่าจ้างได้เห็นถึงความสามารถของจิตกรผู้นั้นว่าความละเอียดในการมอง ความรอบคอบในการจัดหรือใช้สิ่งของ มีเข้าใจในการสร้างหรือผูกเรื่องราว รู้จักสร้างความเกี่ยวพันที่ดีของสิ่งของต่างๆ รู้จักจัดองค์ประกอบและเข้าใจในเรื่องของการให้แสงเป็นอย่างดี...ในส่วนของการถ่ายภาพก็เช่นกัน ช่างภาพก็จะต้องเข้าใจเฉกเดียวกันกับจิตกร ดังนั้นเรามักจะเห็นว่าใน Portfolio ของช่างภาพมืออาชีพจะมีภาพ Still Life ติดอยู่ด้วยเสมอ เพื่อแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงรสนิยม ความรู้และความสามารถของช่างภาพเช่นกัน

ที่มา..
http://www.bwthai.org/webboard/show....tegory=&No=913

JOJO
29th September 2006, 03:51
ห้องสำหรับบทความเราก็มีอยู่นะครับ...ตอนนี้กำลังปัดกวาด ทำความสะอาดกันอยู่ เสร็จแล้ว
ก็จะย้ายบทความ และเรื่องราวต่างๆที่เป็นประโยชน์ไปอยู่ในห้องนั้น เพื่อให้สามารถกลับไป
ค้นหาใหม่ได้ง่ายและเร็วขึ้น

ระหว่างนี้ขอใช้ที่ตรงนี้ไปก่อน

หมู่นี้เราจะได้ยินคำว่า "ถ่ายภาพแนว life" กันบ่อยมาก แล้วก็เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาโดย
ตลอดว่า การถ่ายภาพแนว life นั้นควรจะเป็นอย่างไร บางคนก็ว่าจะต้องเป็นอย่างโน้น บาง
คนก็ว่าจะต้องเป็นอย่างนี้...จะว่ากันจริงๆแล้ว การถ่ายภาพแนว life มันมีอยู่ด้วยกันมากมาย
หลายรูปแบบ อย่างเช่นการถ่ายภาพชีวิตประจำวันโดยทั่วไปของบุคคลทั่วๆไป, การถ่ายภาพ
งานทำบุญหรืองานประเพณี, การถ่ายภาพบันทึกเหตุการต่างๆ, การถ่ายภาพชีวิตการทำมา
หากิน หรือการทำงานของผู้คนทั่วไป, การถ่ายภาพผู้คนยามราตรี, การถ่ายภาพสัญลักษณ์
ต่างๆเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของผู้คน, การถ่ายภาพของสิ่งของที่ทำให้เห็นถึงความเชื่อถือทาง
ด้านศาสนาและความเจริญทางด้านอารยธรรม และการถ่ายภาพบันทึกยามสงครามเป็นต้น

ถึงแม้ว่าแนวของการถ่ายภาพจะมีความแตกต่างกันออกไปและเป็นเหตุการที่ต่างกันออกไป
แต่อย่างหนึ่งที่จะเหมือนกันคือมันเป็นการถ่ายภาพแบบที่เรียกกันว่า candid คือเป็นการถ่าย
โดยฉับพลัน ไม่มีการจัดหรือโพสท่าใดๆทั้งสิ้น ในส่วนของสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ จะถ่ายแบบ
straight คือเป็นการถ่ายมาตามที่เห็น อาจจะมีเวลามากหน่อยในการเลือกหามุมที่จะนำมา
เสนอเท่านั้นเอง


ขอยกตัวอย่างง่ายๆเพื่อประกอบในการอธิบายการถ่ายภาพแนว "life" แนวหนึ่งครับ นั่นคือ
หัวข้อ "ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน" หัวข้อง่ายๆครับและหัวข้อก็กว้างด้วย...ทุกสิ่งทุกอย่าง
มีอยู่รอบตัวเราทั้งนั้น ทีนี้ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคนว่าเข้าใจในโจทย์กัน
อย่างไร หรือมากน้อยเพียงไร บางคนเลือกที่จะตีความของโจทย์แบบง่ายๆ เพื่อที่จะนำเสนอ
ภาพในลักษณะที่จะให้เป็นที่เข้าใจง่ายต่อผู้ชมโดยทั่วไปโดยเลือกการถ่ายทอดให้เห็นถึงชีวิต
ความเป็นอยู่แบบง่ายๆของผู้คนตามชนบทหรือชุมชนที่ยังมีความเป็นอยู่แบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นสิ่ง
ที่หาดูหรือสัมผัสได้ยากขึ้นทุกวัน บางคนก็อาจจะถ่ายทอดให้เห็นถึงความสนุกสนานของวัย
เด็ก บางคนต้องการถ่ายทอดให้เห็นถึงวิธีการทำมาหากินของผู้คนในบางอาชีพซึ่งกำลังถูก
เปลี่ยนไปด้วยการพัฒนาให้ทันสมัยขึ้นโดยให้เครื่องจักรยนต์มาแทนที่ บางคนก็เลือกที่จะ
ถ่ายทอดให้เห็นถึงการปฏิบัติหรือกิจวัตรประจำวันทางด้านศาสนาแบบชาวบ้าน ซึ่งก็กำลัง
เลือนหายไปเช่นกัน บางคนอาจจะเลือกในการถ่ายทอดให้เห็นถึงงานประเพณีของท้องถิ่น
บางคนอาจจะตีความกว้างออกไปโดยการนำชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในเมืองมาแสดงให้
เห็น และยิ่งกว่านั้นบางคนก็อาจจะต้องการที่จะให้ผู้ชมได้คิดให้ลึกซึ้งมากไปกว่าการมอง
ชีวิตแบบง่ายๆในแบบที่เห็นๆและเข้าใจโดยฉับพลัน จึงเลือกที่จะหาสิ่งที่จะทำให้ผู้ชมภาพต้อง
คิดให้มากขึ้นโดยการเลือกถ่ายสัญลักษณ์ของความเชื่อถือหรือสัญลักษณ์ของความเจริญ
ก้าวหน้าของสังคมมาแสดง...บางคนอาจจะเลือกถ่ายให้เห็นถึงความลำเค็ญของชีวิต เลือก
ถ่ายในเรื่องของความขัดแย้ง การทะเลาะวิวาท หรือบางสิ่งบางอย่างที่ส่อไปในด้านลบ ฯลฯ

คาดว่าที่อธิบายมาแบบคร่าวๆนี้คงจะช่วยให้ผู้ที่สนใจในการถ่ายภาพแนว life ได้มองเห็นถึง
แนวทาง และแนวคิดในการนำเสนอภาพได้บ้าง ไม่มากก็น้อย เพราะความจริงแล้วการถ่าย
ภาพแนว Life, Street, Documentary, Reportage, News, Photojournalism และ
War Photography ก็ไม่ได้ต่างกันมากมายเลยครับ นอกเสียจากในเรื่องของเหตุกาณ์ที่เกิด
ขึ้นในขณะนั้นๆ และช่างภาพเลือกแนวมองในการถ่ายหรือการนำเสนอ และการนำไปใช้
เท่านั้นเอง

โดย อ. ศรศักดิ์

ที่มา..
http://www.bwthai.org/webboard/show....tegory=&No=916

JOJO
29th September 2006, 03:52
ในระยะเวลาที่ผ่านๆมา มีผู้ถามคำศัพท์เกี่ยวกับการถ่ายภาพและศัพท์ที่ใช้ในการล้างฟิล์ม-อัดขยายภาพ เข้ามาแยะมาก ส่วนใหญ่ก็จะตอบให้เป็นการส่วนตัวบ้าง ทาง email บ้าง ทางโทรศัพท์บ้าง และในช่วงจัดกิจกรรมบ้าง ผมได้รวบรวมคำศัพท์เอาไว้แยะพอสมควร คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับหลายๆคน หากนำมา post ขึ้นบน web ให้ทุกคนอ่าน และจัดนำเก็บเข้าห้อง "บทความ" เรียงตามตัวอักษรให้เรียบร้อย เพื่อให้ใช้ค้นหาได้ในภายหลัง

วันนี้ขอให้เอาไว้สิบคำก่อน ไม่ใช่เป็นการแปลคำศัพท์ หากแต่เป็นการอธิบายอย่างคร่าวๆพอให้เข้าใจ และจะไม่เรียงตามตัวอักษรเพราะจะตอบตามที่ได้จดเอาไว้ว่ามีใครถามอะไรมาบ้าง

Zone Focusing ในการถ่ายภาพกีฬา หรืออื่นๆที่มีการเคลื่อนไหวรวดเร็ว ผู้ถ่ายภาพอาจจะไม่มีเวลาพอที่จะตามจับโฟกัสภาพให้ชัดได้ทัน จึงต้องมีการกะระยะของสิ่งที่ต้องการถ่ายให้อยู่ในจุดที่ต้องการ ที่ได้เลือกไว้โดยการปรับหน้ากล้อง (เลนส์) ให้อยู่ในระยะที่ต้องการ ด้วยการหาตำแหน่งของสิ่งของสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่สามารถมองเห็นในช่องมองภาพได้ชัดเจนเป็นหลัก ตั้งระยะโฟกัสและปรับความชัดลึกที่กระบอกเลนส์ให้ควบคุมบริเวณของความชัดลึกที่ต้องการเพื่อเตรียมพร้อมในการถ่าย เมื่อถึงเวลาถ่ายก็แพน (pan) กล้องตามสิ่งที่ต้องการถ่าย รอให้ไปถึงตำแหน่งที่ได้ตั้งระยะเตรียมไว้แล้วจึงค่อยกดชัตเตอร์ อาจจะเรียกกันว่า "การปรับชัดเฉพาะช่วง"

Bulb Exposure จุดตั้งเวลาในการถ่ายภาพ (shutter speed) ซึ่งแสดงเป็นอักษร B ที่ปุ่มปรับเวลา (speed dia) บนกล้องรุ่นเก่าๆ เมื่อปรับตั้งเวลาในการถ่ายภาพที่จุดนี้แล้ว เวลากดชัตเตอร์ม่านชัตเตอร์จะเปิดค้างอยู่ตลอดเวลาที่เรากดปุ่มชัตเตอร์หรือปุ่มที่สายกดชัตเตอร์อยู่ และม่านชัตเตอร์จะปิดต่อเมื่อเราปล่อยนิ้ว ปุ่มนี้ใช้ในการถ่ายภาพที่ใช้เวลานานเกินกว่าที่กล้องได้จัดเตรียมไว้ให้บน speed dial หรือแป้นตั้งเวลา

Bayonet Mount เป็นชื่อเรียกของลักษณะการประกอบฐานยึดเกี่ยวเลนส์กับกล้องเข้าด้วยกัน โดยที่ด้านท้ายของเลนส์และที่ช่องรับเลนส์ที่ตัวกล้องจะได้รับการประดิษฐ์ให้้หมุนเข้าล็อคที่สัมพันธ์กัน หรือที่เราเรียกกันว่า "ระบบเขี้ยว"

Lamphouse หมายถึงจุดที่เป็นแหล่งกำเนิดแสงของเครื่องอัด-ขยายภาพ หรือเครื่องฉายสไลด์ ปรกติจะเป็นแสงที่อยู่ในกล่องที่ได้รับการปิดกั้นอย่างมิดชิด ไม่ให้ส่องลอดออกมาอันจะทำให้กระดาษ fog ได้ เช่นในกรณีย์ของหัวเครื่องอัด-ขยายภาพ และมิให้ส่องออกมารบกวนสายตาดังในกรณีย์ของเครื่องฉายสไลด์ ที่ Lamphouse นี้จะมีช่องระบายอากาศเพื่อมิให้เกิดความร้อนจนเกินไป

Loupe หรือเลนส์ขยายที่ใช้ส่องดูสไลด์หรือเนกาตีฟ เพื่อตรวจดูความชัดก่อนที่จะนำสไลด์หรือเนกาตีฟไปอัด-ขยายหรือนำไปใช้งาน ปรกติจะใช้ตรวจดูบนกล่องไฟ (light box) บางครั้งช่างภาพที่ใช้กล้องขนาด 4X5 หรือใหญ่กว่า จะใช้ตรวจความชัดของสิ่งที่จะถ่ายบน ground glass ที่หลังกล้อง

Monochrome ไม่ได้แปลว่าขาว-ดำ หากแต่หมายถึงภาพที่มีโทนสีโทนเดียว ไม่ว่าจะโทนใดก็ตาม เช่น โทนน้ำตาล หรือ Sepia โทนน้ำเงิน หรือ Blue Tone โทนสีเทา หรือ Black and White หรือที่เราเรียกกันว่าภาพ "เอกรงค์"

Original ในที่นี้จะพูดถึงเฉพาะในวงการถ่ายภาพด้วยฟิล์มเท่านั้น ซึ่งคำนี้หมายถึง (1) ฟิล์ม (เนกาตีฟหรือสไลด์) ที่อยู่ในกล้องในขณะที่ใช้ถ่ายภาพ (2) ภาพที่ได้รับการอัดขยายมาจากเนกาตีฟหรือสไลด์โดยช่างภาพเอง
หรือที่ช่างภาพเป็นผู้ควบคุมในขณะการทำงาน

Unipod หมายถึงขาตั้งขาเดียว ปรกติจะเป็นท่อกลม ซึ่งส่วนใหญ่จะมี 3 ช่วง สามารถปรับให้ยาวและสั้นได้ ใช้สำหรับช่วยประคองกล้องให้มั่นคงในการถ่ายภาพยามที่แสงน้อยและใช้ขาตั้งสามขา (Tripod) ไม่ได้ หรือเพื่อความสดวกในการพกพาเพราะจะเบากว่า แต่ทำงานไม่ได้ดีเท่า ส่วนใหญ่จะรู้จักกันในชื่อที่เรียกว่า Monopod

Useful Life หมายถึงอายุการใช้งาน หรือระยะเวลาของสิ่งของที่ใช้ในการถ่ายภาพ เช่นฟิล์ม หลอดไฟ หรือสิ่งของที่ใช้ในการอัด-ขยายภาพ เช่น กระดาษ น้ำยาล้างฟิล์ม น้ำยาล้างกระดาษ ซึ่งได้กำหนดไว้บนกล่อง ซอง หรือขวดโดยผู้ผลิต

Working Solution หมายถึงปริมาณของน้ำยาสำหรับใช้ในการล้างฟิล์มหรือกระดาษ ได้ถูกนำมาผสมเข้าด้วยกันกับน้ำโดยตัวเราเอง ในสัดส่วนที่ได้รับการกำหนดมาให้โดยผู้ผลิต เช่น 1:2 หรือ 1:4 ซึ่งพร้อมที่จะนำไปใช้ได้เลย เป็นการประหยัดเวลาสำหรับผู้ที่ทำงานห้องมืดเป็นประจำ


หากอธิบายผิดพลาดประการใด...เชิญท่านผู้รู้ช่วยติงเข้ามาด้วยเพื่อแก้ไขให้ถูกต้องครับ

ที่มา...
http://www.bwthai.org/webboard/show....tegory=&No=968

JOJO
29th September 2006, 03:54
เป็นศัพท์ง่ายๆที่เห็น ได้ยิน และใช้กันอยู่เกือบทุกวันครับ

***Full Stop
หมายถึงการเปลี่ยนหน้ากล้อง (เลนส์) หรือความไวของชัตเตอร์แบบเต็มค่า เช่นการเปลี่ยนจากหน้ากล้องจาก f/8 ไปยัง f/11 หรือจาก f/8 ไปยัง f/5.6 ซึ่งเป็นการเปลี่ยน 1 สต็อป หรือจากการเปลี่ยนความไวของชัตเตอร์จาก 1/125 ไปเป็น 1/250 หรือจาก 1/125 ไปเป็น 1/60 ซึ่งก็เป็นการเปลี่ยน 1 สต็อปเช่นกัน หรือจากเปลี่ยน ISO ของฟิล์มจาก 100 ไปเป็น 200 หรือจาก 100 ไปเป็น 50 เป็นต้น

***Low Key
เป็นการอธิบายภาพ หรือเป็นการถ่ายภาพที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่ที่มีสีมืดแต่สามารถมองเห็นถึงรายละเอียดของภาพในส่วนใหญ่ได้ดี อาจจะมีจุดสว่าง (Highlights) บ้าง แต่น้อยมาก และไม่ใช่ highlights ที่มีความสว่างจ้าหากจะแต่เป็นเพียงความสว่างบนสิ่งที่มีสีมืด มีเงาทึบที่มองเห็นชัดเจน ไม่ใช่เป็นภาพที่ถ่ายกลางคืนที่มืดจนมองอะไรไม่เห็น และก็ไม่ใช่ภาพในลักษณะที่เป็นภาพที่ถ่ายมา Under Exposed หรือเป็นภาพที่ทำขึ้นมาในห้องมืด จะต้องเป็นภาพที่มาจากการถ่าย

***High Key
เป็นการอธิบายภาพ หรือเป็นการถ่ายภาพที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่ที่มีสีขาวหรือสีอ่อนแต่สามารถแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดของภาพในส่วนใหญ่ได้ดี อาจจะมีจุดสว่าง(Highlights) ที่สว่างกว่าอยู่บ้าง แต่น้อยมาก หากจะมีก็เป็นเพียงความสว่างบนสิ่งที่มีสีอ่อน เป็นภาพที่เกือบจะปราศจากเงา เงาที่มีก็จะเป็นเงาที่บางมากจนเกือบจะมองไม่เห็น ไม่ใช่เป็นภาพที่ถ่ายกลางวันที่มีแสงจ้าและก็ไม่ใช่ภาพในลักษณะที่เป็นภาพที่ถ่ายมา Over Exposed หรือเป็นภาพที่ทำขึ้นมาในห้องมืด จะต้องเป็นภาพที่มาจากการถ่าย

***Model Release
ใบยินยอมที่ผู้เป็นแบบจะเซ็นต์ให้กับช่างภาพหรือเอเจนซี่ ในการที่จะให้นำภาพไปใช้เพื่อแลกกับค่าตอบแทนหรือค่าจ้าง หากเป็นผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ปกครองจะเป็นผู้เซ็นต์ และหากเป็นสัตว์เลี้ยง เจ้าของจะเป็นผู้เซ็นต์

***Reversal Film
เป็นฟิล์มที่เรียกกันว่าฟิล์มโปร่งแสง เป็นฟิล์มที่เมื่อได้รับการล้างมาแล้ว มีภาพและสีที่เหมือนจริง สามารถดูได้โดยไม่ต้องนำไปอัด-ขยายเป็นภาพมาดูเหมือนดังเช่นกับเนกาตีฟฟิล์ม ปรกติหลังจากการล้างจะได้รับการใส่กรอบ (mount) โดยแล็ปผู้ล้าง ใช้ดูกับกล่องดูภาพหรือใส่เครื่องฉายดูบนจอ บางครั้งเรียก Slide Film หรือ Positive Film (มีทั้ง Color Slides และ Black and White Slides)

***Uprating
หมายถึงการเพิ่มความไวแก่แสงให้กับฟิล์มที่มี ISO ต่ำให้สูงขึ้น เพื่อให้สามารถใช้ถ่ายในถานการณ์ที่มีแสงน้อยได้ เช่นเพื่ม ISO จาก 100 ให้เป็น 200 หรือ 400 แต่จะต้องถ่ายที่ ISO ใหม่นี้ทั้งม้วน เพื่อให้ได้ภาพที่ได้รับแสงใหม่นี้เหมือนกันทั้งม้วน มิฉนั้นก็จะได้ภาพที่รับแสงไม่สม่ำเสมอกัน และต้องมีการปรับเวลาในการล้างด้วย

***Tear Sheet
คือภาพที่ไดัรับการตัดออกมาจากนิตยสารหรือสิ่งพิมพ์อื่นๆซึ่งมีภาพที่เป็นผลงานของช่างภาพนั้นๆ เพื่อนำไปใช้ประกอบกับภาพอื่นๆใน Portfolio เพื่อแสดงให้เห็นว่าช่างภาพนั้นได้ผลิตงานที่รับการนำไปใช้ในงานจริงมาแล้ว (หรือสำหรับนายแบบ/นางแบบ ซึ่งเป็นผลงานของบุคคลนั้นๆ ใช้ร่วมกับภาพอื่นๆใน Portfolio ในการหางานหรือสมัครงานที่จะแสดงให้เห็นว่าบุคคลนั้นๆได้มีงานที่รับการนำไปใช้ในงานจริงมาแล้ว)

***Wet Side
ด้านของการทำงานในห้องมืดซึ่งเป็นด้านที่มีการใช้น้ำเป็นหลัก เช่นในการล้างฟิล์มและล้างกระดาษ สิ่งของที่จะใช้หรือเก็บในด้านนี้จะค้องโดนน้ำได้ ปลั๊กไฟที่จะต้องใช้ในด้านนี้ควรจะติดตั้งในตำแหน่งที่สูงกันการกระเซ็นของน้ำ

***Dry Side
ส่วนในห้องมืดที่ใช้เฉพาะสำหรับการอัด-ขยายภาพ การตรวจเช็คเนกาตีฟ เป็นด้านของการทำงานในห้องมืดซึ่งเป็นด้านที่ไม่มีการใช้น้ำหรือน้ำยามาปะปน สิ่งของที่จะใช้หรือเก็บในด้านนี้ปรกติจะเป็นพวกกระดาษ เครื่องใช้ที่ใช้ไฟฟ้าจะอยู่ด้านนี้ทั้งหมด(หรือเกือบทั้งหมด)

***Negative
หมายถึงฟิล์มหรือเพลทที่มีภาพอยู่แต่สีโทนและภาพจะกลับจากความเป็นจริง จะต้องได้รับการอัด-ขยายด้วยเครื่องอัด-ขยายภาพ อัดลงบนกระดาษและผ่านกระบวนการล้างมาเสียก่อนจึงจะสามารถเห็นภาพที่เหมือนจริงได้

ที่มา...
http://www.bwthai.org/webboard/show....egory=&No=1016

JOJO
29th September 2006, 03:57
ดูภาพในห้อง Close Up/Macro ใน Gallery แล้วก็เห็นว่าชัดเจนกว่าห้องอื่นๆ
อาจจะเป็นเพราะว่าเข้าใจได้ง่ายกว่า...แต่ดูไป ดูไป ก็ชักจะไม่แน่ใจแล้วละว่า
เป็นอย่างที่คิดไว้หรือเปล่า เพราะภาพชักจะเริ่มซ้ำกันมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะข้อ
จำกัดทางด้านอุปกรณ์ หรือว่าเพื่อนๆบางคนอาจจะยังไม่ทราบถึงความหมาย ความ
แตกต่าง หรือแม้กระทั่งกำลังขยาย ก็เลยเขียนมาให้อ่านกันเท่าที่จำได้ เพื่อที่จะได้
นำไปใช้เป็นแนวทางในการถ่ายในครั้งต่อๆไป...ผิดพลาดประการใด ขอท่านผู้รู้
ช่วยแนะนำด้วยเพราะเพิ่งเขียนเมื่อตอนร้านปิดนี่เองละครับ

1. Closeup Photography- การถ่ายภาพในระยะใกล้ การถ่ายภาพแนวนี้เป็นการถ่ายภาพด้วยการใช้เลนส์ธรรมดาและกับการใช้อุปกรณ์พิเศษต่างๆเพื่อที่จะให้เลนส์กับระนาบฟิล์มห่างออกจากกันเพื่อที่จะให้ได้ image บนฟิล์มใหญ่ขึ้นกว่าการถ่ายด้วยเลนส์ตามปรกติธรรมดา...ขนาดการขยายของ Closeup จะเริ่มตั้งแต่ 1:10 ไปจนถึง 1:1 หรือ Life Size ซึ่งเป็นจุดจบของ Closeup Photography เราสามารถทำได้ หลายวิธีด้วยกันเช่น

1) การใช้ Macro Lens ซึ่งเป็นเลนส์พิเศษที่ได้ประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อที่จะใช้ถ่ายภาพประเภท Closeups โดยเฉพาะ เป็นเลนส์ fixed focal length หรือเลนส์เดี่ยว เลนส์เหล่านี้นอกจากจะใช้สำหรับถ่ายภาพในระยะประชิดได้ถึงได้ถึง 1:2 reproduction ratio หรือ half life size โดยตัวของมันเองแล้ว เมื่อได้ใช้กับท่อต่อที่มากับเลนส์ ก็จะสามารถเพิ่มความห่างของเลนส์จาก film plane มากขึ้น และจะใช้ถ่ายได้ถึง 1:1 reproduction ratio หรือ life size หรือ1x magnification นอกจากนั้นยังสามารถใช้เป็นเลนส์ถ่ายภาพตามปรกปรกติตามความยาวของตัวมันเองได้อีกด้วย อุปกรณ์ชิ้นนี้ให้คุณภาพดีที่สุด สดวกและเหมาะที่สุดในการพกพา

2) การใช้ Bellows วิธีนี้เป็นการใช้กล่องพับ-ยืดใส่ระหว่างเลนส์กับตัวกล้องจะสามารถให้การขยายได้มากที่สุด ไม่ค่อยสดวกต่อการใช้ในภาคสนามเท่าไรนัก

3) การใช้ Extension Tubes (ท่อต่อ) มีหลายระยะความยาวด้วยกัน

4) การกลับเลนส์์ (Reversing Lens) โดยการใช้ Reversing Ring มาใส่กับเลนส์แล้วกลับด้านใช้ในการถ่ายภาพ เลนส์ที่จะใช้เป็นได้ทั้งเลนส์ที่ใช้ถ่ายรูปและเลนส์ของเครื่องอัดขยายภาพ

5) การใช้ Supplementary Lens (เลนส์ขยาย) บางครั้งก็เรียก closeup attachment lenses หรือ pluses มาใส่หน้าเลนส์ ซึ่งมีทั้งเลนส์ขยายธรรมดาและเลนส์ที่มีคุณภาพสูง เช่น double element หรือ achromatic ซึ่งผลิตขึ้นมาเพื่อให้ใช้ใส่ด้านหน้าของเลนส์เช่นเดียวกันกับฟิลเตอร์ เพื่อช่วยเพิ่มกำลังขยายในการถ่ายภาพในระยะใกล้มากๆ มีกำลังขยายเป็น diopter เช่น +1 +2 +3 +4 เป็นต้น สามารถใส่ทับกันได้เพื่อกำลังขยายที่สูงกว่า การใช้เลนส์เสริมกำลังขยายอาจจะไม่ใช่การถ่าย Closeup ที่แท้จริงก็ได้ เพราะมันเป็นการดึงภาพให้เข้ามาใกล้ด้วยกำลังขยายของเลนส์เช่นเดียวกันกับในการใช้เทเลโฟโต้ แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่านั่นเป็นอีกวิธีหนึ่งของการถ่ายภาพ Closeup

6) ด้วยการใช้ Zoom Lens ที่ระบุว่า Macro

2. Photomacrography- การถ่ายภาพระยะประชิด ในภาษาของการถ่ายภาพ คำว่า Macro ย่อมาจากคำว่า Photomacrography (ไม่ใช่ Macrophotography เพราะคำนี้ไม่มีในสารบบ) หมายถึงการถ่ายภาพในระยะประชิด (extreme closeup) ของสิ่งที่จะถ่าย (subject) ในการถ่ายภาพ Macro อุปกรณ์ที่จะใช้ในการถ่ายทำก็เหมือนกับการถ่าย Closeup Photography เพียงแต่ว่าภาพที่จะเกิดขึ้นบนฟิล์มอย่างน้อยที่สุดจะต้องมีขนาดเท่าของจริง หรือที่เรียกกันว่า life size หรือ 1:1 reproduction ratio หรือ1x magnification ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ Macro...ตัวอย่างเช่น เมื่อต้องการถ่ายภาพของเหรียญบาท image หรือภาพที่จะได้บนฟิล์มหรือเนกาติฟจะต้องเป็นขนาดเดียวกันกับตัวเหรียญ หรือใหญ่กว่า โดยจากการถ่ายเท่านั้น มิใช่เกิดจากการอัด-ขยายให้ได้ภาพที่ใหญ่มา

การถ่ายภาพด้วยการใช้ Telephoto หรือ Zoom Lens คือการใช้กำลัง (power) ของเลนส์ดึงภาพที่มีขนาดใหญ่อยู่แล้วที่อยู่ในระยะไกลให้มามีขนาดใหญ่บนฟิล์ม การถ่ายภาพในลักษณะนี้ไม่ถือว่าเป็นการถ่ายภาพภายใต้คำจำกัดความของ Closeups

ที่มา..
http://www.2how.com/webboard/show.php?Category=&No=7444

JOJO
29th September 2006, 03:57
Abstract Photography... จากความคิดเห็นของผู้ชมภาพแนวนี้ใน Gallery พอที่จะแยกออกได้เป็นสองฝ่ายคือ ฝ่ายที่มองแล้วตีความได้หรือพยายามมองแล้วได้ไอเดีย กับอีกฝ่ายที่บอกว่ามองไม่เห็นเลย ทำยังไงๆก็ไม่เก็ท...จากความเห็นและความเข้าใจตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าฝ่ายหนึ่งฉลาดกว่าอีกฝ่าย หากแต่ว่าฝ่ายหนึ่งอาจจะได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะมากกว่า ซึ่งไม่ได้หมายความว่าฝ่ายที่ยังมองไม่เห็นจะไม่สามารถตามทันได้ หากพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่ผมกำลังจะอธิบายต่อไปนี้และพยายามมอง และศึกษาภาพให้ดีว่าผู้ถ่ายพยายามที่จะสื่ออะไร หรือบอกอะไร อีกไม่นานก็จะมองเห็นและเก็ทเองละครับ...กล้ารับรอง

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าภาพ Abstract ทุกภาพจะต้องมีความหมาย หรือผู้คนจะเข้าใจไปในทางเดียวกันหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากไม่มีชื่อภาพ (ซึ่งปรกติจะให้ชื่อว่า Untitle ) ภาพ Abstract ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีความหมาย หรือเป็นภาพอะไรที่เห็นได้ชัดเจน...บางผู้ถ่ายพยายามที่จะทำให้ผู้ชมเข้าใจภาพได้ง่ายโดยตั้งชื่อภาพให้ใกล้เคียงกับที่ตนมองเห็นหรือให้แบบเป็นนัย เป็นการบอกใบ้ให้ว่าอาจจะเป็นอย่างนั้นได้หรืออย่างนี้ได้ ผู้ชมอาจจะมองไปในทางเดียวกัน หรือในทางตรงกันข้ามหรือไปคนละทิศทางเลยก็ได้...หรือไม่บางผู้ถ่ายก็อาจจะตั้งชื่อให้หลุดไปจากสิ่งที่ตนถ่ายมาเลยก็ได้ แล้วให้ผู้ชมป่วนสมองในการดู การเดาเอาเอง

การถ่ายภาพประเภท Abstract นี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการเลือกโฟกัสในการถ่ายไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของสิ่งของที่ทุกคนเห็นอยู่เป็นประจำทุกวันอยู่แล้ว แต่มองไปในจุดรวมๆ ไม่ได้มองไป ณ จุดใดจุดหนึ่งอย่างแท้จริง จึงไม่สามารถที่จะบอกได้ในทันทีว่าเป็นภาพของอะไร...หากผู้ถ่ายภาพแนวนี้เป็นคนช่างสังเกตุหน่อยโอกาศที่จะได้ภาพดีๆก็มีมาก โดยการเลือกหามุมที่ไม่สามัญ...การถ่ายภาพจะเป็นได้จากการใช้ถ่ายด้วย Macro Lens หรือ Telephoto Lens เลือกใช้แสงที่ไม่ธรรมดา เลือกใช้สีที่แปลก เลือกใช้ฟิล์มผิดประเภท เลือกการล้างฟิล์มแบบ cross processing...

การที่ภาพแปลกไม่ว่าจะด้วยกรรมวิธีใดวิธีหนึ่ง มันจะบังคับให้ผู้ชมใช้เวลามองมากขึ้น ใช้จินตนาการมากขึ้น ตีความออกไปต่างๆนา ทั้งๆที่บางทีผู้ถ่ายไม่ได้เจตนาให้มีอะไรมากไปกว่าการเสนอมุมมองใหม่ๆเท่านั้นเอง

ในภาพ Abstract ผู้ชมจะไม่ได้เห็นภาพที่แท้จริงของ subject และจะพยายามค้นคว้าจนกว่าจะมองเห็นเป็นอย่างใดอย่างที่สมองสั่ง แล้วก็จะพยายามมองให้เห็นภาพที่แท้จริงของสิ่งนั้นๆบางครั้งก็สำเร็จ เพราะเห็นถูกต้อง...บางครั้งก็จะถูกหลอกให้เข้าใจไปว่าภาพที่เห็นจะใช่อย่างที่คิดแล้วก็จะพลาดภาพที่เป็นของจริงของสิ่งนั้นๆไปโดยที่ตัวเองไม่มีโอกาสได้รู้เลย

ในการทำการบ้านส่งในห้องเรียนเราต้องทำกันหนักมาก กว่าจะได้ภาพมาภาพหนึ่งต้องเสียฟิล์มเป็นม้วน โดยเฉลี่ยในการเรียนธรรมดาๆแล้ว อาทิตย์หนึ่งต้องถ่ายภาพประมาณ 10-20 ม้วน หรือ 2-4 ม้วนต่อวัน เรียน 5 วันต่ออาทิตย์...การบ้านแต่ละวิชาจะต้องส่ง 4 ภาพ ต่อหนึ่งหัวข้อ ซึ่งทั้ง 4 ภาพ ไม่ควรจะเหมือนหรือใกล้เคียงกัน เพราะจะมีผลต่อคะแนนรวม ภาพยิ่งต่างกันมากก็หมายความว่าผู้นั้นตีโจทย์ได้เก่งกว่า และได้คะแนนสูงกว่า ภาพที่ใกล้เคียงกันคะแนนก็จะถูกทอนลงไป

ภาพที่ผมได้เลือกนำมาลงให้ดูในหัวข้อนี้ Bosom เป็นชื่อเดียวกันกับที่ส่งการบ้าน แต่จะยังไม่มีการบอกว่าชื่อภาพอะไร ไม่มีการอธิบายว่าไปถ่ายอะไรมา หรือมีความหมายอย่างไร จนกว่าทั้งครูและเพื่อนๆในห้องได้วิจารณ์และเดาเอาว่าถ่ายอะไรมาและหมายความว่าอะไรและชื่อภาพอะไร...สนุกดีครับ...เค้ามองเห็นกันต่างๆนาๆ รวมทั้งที่เห็นอย่างเดียวกับที่ผู้ที่เข้าชมที่นี่เห็นละครับ...หวังว่าเพื่อนๆคงจะเข้าใจขึ้นบ้างและสนุกกับการถ่ายภาพประเภทนี้นะครับ

ศรศักดิ์

ที่มา..
http://www.2how.com/webboard/show.php?Category=&No=7515

JOJO
29th September 2006, 03:59
อีกแนวนึงที่น่าสนใจ นั่นก็คือ Wedding Photojournalism

ส่วนมากในไทยจะเป็นการถ่ายรูปคู่ก่อนแต่ง และรูปในสตูดิโอ และก็เป็นที่นิยมมาก(ทำเงิน)แบบที่ว่ากลายเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ สำหรับคู่แต่งงาน (ทั้งที่แต่งใหม่ และ แต่งแล้วแต่งอีก) แม้จะเลี่ยงร้านถ่ายรูปก็หาทางจับยัดให้มาเป็นแพคเกจจนได้หละ ( เมื่อก่อนไม่ฮิตขนาดนี้เพราะแพงงง)

แต่ WPJ เป็นการถ่ายภาพอีกแนวนึง ด้วยมุมมอง ที่น่าสนใจ แต่งตางไปจากภาพคู่แต่งงาน และ ภาพแต่งงานในสตูดิโอ เพราะเป็นการเก็บบรรยากาศของงาน ออกมาได้ ค่อนข้างได้อารมณ์ มากกกว่าภาพที่กดโชะๆๆๆ แฟลชกระจาย ขาวใสปิ๊งๆๆ

WPJ เป็นการถ่ายรูปแต่งงาน ออกไปในแนวของการเก็บภาพเหตุการ์ณที่เกิดขึ้น (เหมือนกับเป็นการเก็บบรรยากาสล้วนๆ ออกไปทาง PJ หรือ Photojournalism เขาก็เลยจับมายำรวมกันเรียกใหม่สะว่า WPJ-Wedding Photojournalism

แต่ว่าไปแล้วผมกลับคิดว่า WPJ มันก็เหมือนแขนงนึงของ Documentary แต่มันจะแคบกว่า เพราะจำกัดอยู่ที่งานแต่ง อย่างเดียว

นี่ถ้าใครไปถ่ายรูปงานศพแล้วทำให้บูมได้เหมือนงานแต่ง
คงได้มี FPJ-Funeral Photojournalism ขึ้นมาอีก (แต่คงจะออกมาแนวเศร้าสุดๆ ถ่ายก็ไม่ใช่ง่ายๆด้วย ให้ภาพที่ดูเหงาๆ เศร้าๆ คนดูภาพยิ่งเศร้าอยู่แล้ว กลับมาดูภาพอีก เศร้าหนักเข้าไปอีก)
ที่มา
http://www.thaidphoto.com/forums/showpost.php?p=119595&postcount=14

JOJO
29th September 2006, 04:06
Silhouetteคำอ่านครับ sIlu'et
คำแปล
1 [C,U] the dark outline or shape of a person or an object that you see against a light background:
the silhouette of chimneys and towers * The mountains stood out in silhouette. * The trees were black silhouettes against the pale sky.
2 [C] the shape of a person's body or of an object:
The dress is fitted to give you a flattering silhouette.
3 [C] a picture that shows sb/sth as a black shape against a light background, especially one that shows the side view of a person's face

จาก
http://www.thaidphoto.com/forums/showpost.php?p=120202&postcount=17

คำอธิบายเพิ่มเติม ดูที่กระทู้นี้
http://www.pixpros.net/forums/showthread.php?t=31412

Goodview
29th September 2006, 06:42
ความรู้เนื้อๆเลย ขอบคุณ JOJO มากครับ จด จด :pen145:

TuanG
29th September 2006, 07:12
ชอบจังเลยค่ะ กระทู้ประเทืองปัญญา....

ขอบคุณโจโจมากๆ ที่รวบรวมความรู้ดีๆ มาให้ เพราะบางทีเรามีข้อสงสัย แต่ไม่รู้จะไปหาที่ไหน.. search ดูก็ไม่เจอ... ขอบคุณ web master ที่ตั้งห้อง "เทคนิคการถ่ายภาพ" ด้วยนะคะ ชอบมากๆ :pen156: :pen156:

ปล.อ่านจบแล้วอยากถ่ายภาพ abstract อ่า... :pen167:

nutteam
29th September 2006, 07:24
ขอบคุณครับสำหรับความรู้ดีๆที่เอามาให้ :pen156: :pen156: :pen156:

hamster_bank
29th September 2006, 09:22
:pen145: :pen145: :pen145: จดๆๆ ไม่ดูไม่ได้และ มาอ่านกันเร็ว :pen103: :pen116:

Otakesang
29th September 2006, 09:42
:pen145::pen145::pen145:

a_visual
29th September 2006, 10:11
ได้ความรู้อีกแล้ว ขอบคุณครับ:pen156: :pen156: :pen156: :pen156:

hivolk
29th September 2006, 10:32
ขอบคุณมากครับพี่

taewtong
29th September 2006, 10:33
แหม...สงสัยว่างจัดนะพี่ โพสใหญ่เลย ฮา...

softopera
29th September 2006, 11:12
อ่านกันตาแฉะเลยพี่ ความรู้ล้วนๆ ขอบคุณครับ :pen156:

salutefoto
29th September 2006, 11:22
ขอบคุณคะเฮียโจ อิอิ ตามมาอ่าน จดไม่ไหว ขอprintเลยละกันนะ :pen127: :pen127: ใจดีที่ซูดเลย

Tucky
29th September 2006, 11:42
ขอบคุณมาก ๆ ครับผม :pen153:

Kenny P
29th September 2006, 12:02
เยี่ยมมากๆ เลยครับโจ เดี๋ยวว่างๆ จะเข้ามาอ่านละเอียดๆ อีกที

ขอบคุณมากๆ ครับ :)

oker
29th September 2006, 12:20
ขอคุณครับ อ่านเพลินเลย:pen123: :pen123:

bee52
29th September 2006, 13:41
:pen145: :pen145: :pen145: สุดยอดครับพี่ :pen152: :pen152: :pen152:

tuamtiam
29th September 2006, 13:46
อู้วว ความรู้เพียบเลย ขอบคุนพี่โจค้าบบ

tewada
29th September 2006, 15:28
แบบนี้ต้อง print มาอ่านอย่างละเอียดอีกซักรอบ

หรืออาวมาต้มกินกับข้าวต้มตอนเช้าดี ^^"

ขอบคุณมากครับ สำหรับความรู้ดีๆ ที่มีให้กัน

yaifah
29th September 2006, 16:08
อืม ...........ขอบคุณค่ะ
ดีจัง จะได้ไม่หลงทาง:pen103:

govo
29th September 2006, 17:40
ตามมาจดด้วยคน ขอบคุณครับ

PorPae
29th September 2006, 17:46
กระจ่างขึ้นเยอะ ... ขอบคุณครับ JOJO

StormWindy
29th September 2006, 20:25
นี่มันเยอะนะนี่พี่....

:pen159: :pen159: :pen159:

อ่านได้ประมาณ 70% แระพี่....

เด๋วหายมึนจะมาอ่านใหม่...

คิกๆๆๆ...


ปล.พี่โจงับ...***Full Stop คือคำเต็มของ เอฟสตอป หรือนี่พี่...เพิ่งรู้งับ:pen153: :pen153: :pen153:

sheva07
29th September 2006, 23:34
อูย เวียนหัวเลย:pen120: :pen120:
ขอบคุณมากครับ

dragowen
30th September 2006, 21:31
ขอบคุณมากเหมือนกันครับ คุณโจโจ้ เด๋วนี้ได้อะไรมากมายก่ายกองจิง ๆ คับ

xyth
30th September 2006, 21:53
ความรู้ล้วนๆ ขอบคุณมากคร้าบบบบ

VeK
30th September 2006, 23:37
:pen145: :pen145: :pen145:
แต่น่าจะมีรูปประกอบเพื่อความเข้าใจด้วยนะครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ ^/\^

JOJO
1st October 2006, 02:54
:pen145: :pen145: :pen145:
แต่น่าจะมีรูปประกอบเพื่อความเข้าใจด้วยนะครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ ^/\^
เนื่องจากเป็นบทความที่รวบรวมมาให้จากหลายๆที่..เลยมิอาจเอารูปห่วยๆ ของตัวเอง มาเป็นรูปตัวอย่างครับ.:pen167: :pen167: :pen167:
ซึ่ง จริงๆ รูปแนวต่างๆ SEARCH ตามเวบต่างๆ ไม่ว่าจะไทย หรือเมืองนอก หรือแม้แต่แผงหนังสือ น่า จะหาดูได้ไม่ยาก ..
เอาเป็นว่า ถ้า อยาก ได้ตัวอย่างภาพแนวไหน.. ชัดๆ.. เปิดกระทู้ใหม่ ให้แจมกัน หรือถาม เลยดีกว่าครับ.:penflag: :penflag: :penflag:

JOJO
1st October 2006, 03:27
เอามาฝากอีก 1 อันครับ
อันนี้ แปลโดย พี่ นายไข่เจียว
จากกระทู้นี้ เอามาฝากกันครับ
http://www.thaidphoto.com/forums/showthread.php?t=18174

ศิลป์ของการถ่ายบุคคล - The Fine Art Of Portrait Photography

--------------------------------------------------------------------------------

ศิลป์ของการถ่ายภาพบุคคล
เมษายน 2548
Shutter Bug
The Fine Art Of Portrait Photography, George Schaub ,


การถ่ายภาพบุคคลเป็นงานที่หินที่สุดงานหนึ่งในหลายๆสาขาของการถ่ายภาพ
มันเป็นหน้าที่ของช่างภาพที่จะต้องดึงเอาบุคคลิกของบุคคลคนนั้น(ที่เป็นแบบ)ออกมา
ในระยะเวลาเพียงสั้นๆก่อนที่ภาพนั้นถูกบันทึกไว้

ซึ่งต่างไปจากช่างเขียนภาพที่มีเวลาเหลือเฟือเป็นวันๆ
เพื่อที่จะใส่รายละเอียดที่น่าประทับใจต่างๆที่เขามองเห็นลงในภาพเขียน
พวกเขาสามารถตัดส่งรบกวนบางส่วนในภาพ และแต่งแต้มแสงและเงาลงไปในภาพเขียนตามที่เขาต้องการที่จะให้ภาพนั้นออกมา

แล้วสำหรับช่างภาพหละ ผมถามว่าช่างภาพทำอะไรได้บ้าง?
เราจัดวางตำแหน่งให้เขานั่งอยู่หน้ากล้อง
จัดท่าทางและองค์ประกอบของภาพ
แล้วบอกให้เขาทำตัวตามสบายๆ ดูเป็นธรรมชาติ
แล้วเราก็สาดแสงไฟนำจากชุดไฟสตูดิโอที่เข้มจัด
โดยที่หวังว่าแบบคงไม่รำคาญกับแสงที่เข้ามาแยงตา
แล้วเราก็ยิงแฟลชไปที่ตัวแบบ โดยที่หวังว่าเขาจะไม่หรี่ตา หรือ กระพริบตา

เท่านั้นยังไม่พอ ด้วยจินตนาการของช่างภาพอย่างเราๆ
ก็มีการจัดท่าท่างให้แบบที่ดูเหมือนจะทุลักทุเล แต่เรารู้ว่ามันใช่
แต่กลับดูเหมือนเป็นความไม่ลงตัวสำหรับคนอื่นที่ไม่ได้มองภาพเลนส์อย่างเราๆ

แต่ด้วยประการทั้งหลาย สิ่งต่างๆที่ประกอบกันขึ้นมาระหว่างอุปกรณ์
สิ่งแวดล้อม แสง และองค์ประกอบต่างๆที่ปรุงแต่งขึ้น ตากล้อง และตัวแบบ
ก็สามารถทำให้งานชิ้นนึงสำเร็จลุล่วงไปได้

แท้ที่จริงแล้วมันไม่มีอะไรมาช่วยอะไรได้นอกจากกล้อง
ที่เราใช้มันเผยให้ถึงความเป็นมนุษย์
ที่มีความหวัง ความกลัว และความฟัน
ความรู้สึกเหล่านั้น เราอ่านได้จากที่น่าพิศมัยที่สุด นั่นก็คือ ใบหน้าของคน

แต่...การภ่ายภาพบุคคล
กลับเป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของงานอีกชิ้นหนึ่งที่ยากยิ่งกว่า
นั่นคืองานของ Wedding Photographer
(ผมใช้ทับศัพท์ไปเลยดีกว่า แปลแล้วหมดสวย)
ซึ่งเป็นส่วนผสมระหว่าง ช่างภาพบุคคล ช่างภาพสารคดี เป็นทั้งคนจัดองค์ประกอบ และเป็นช่างเทคนิค

ในเวลาเดียวกัน ที่ Wedding Photographer
จะต้องสลับสับเปลี่ยนบทบาทออกมาใช้ไปตลอดทั้งวันงาน
ให้ทันกับความกระชับของงานแต่ง
ถ้าจะจับเอา กฎของเมอร์ฟี่มาใช้กับตากล้องที่ทำงานเต็มที่
และแม้กระทั้งแขกทุกคนที่มาในงานจะไม่มีการงอแงหรือทำอะไรที่เหนือความคาดหมาย(ซึ่งโอกาสที่มีเป็นไปได้ นั้นน้อยมาก)

จนแล้วจนรอด มันก็ยังมีบางสิ่งที่ผิดพลาดไปเกิดขึ้นจนได้

แต่สำหรับมือโปรที่ใจเย็นแล้วขอบเขตของการทำงานนั้นไม่มี
เป็นทั้งกรรมการ ช่างเทคนิค
และคนที่ประสานงานในการจัดกลุ่มในการถ่ายรูปหมู่ได้อย่างน่าประทับใจ
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นส่วนหนึ่งของงานใน 1วัน ของช่างภาพงานแต่ง

กับความทุ่มเท ในการทำงานชิ้นนี้ของเหล่าช่างภาพเหล่านั้นเป็นที่น่าชื่นชม
และจากที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆนาๆ
งานหนักที่เอาการในสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียด
ผลงานที่คุณให้แก่ลูกค้าที่จ้างคุณมาทำงาน
ที่เกิดจาก ความรู้และทักษะ และที่สำคัญกว่านั้นคือ
ความทุมเท และอดทนเพื่อที่จะบันทึกความทรงจำอันมีค่าครั้งหนึ่งในชีวิตของ ลูกค้าของคุณ

จากความพยายามจนสุดความสามารถ
ภาพที่ได้คือความเป็นตัวตนของเขาเหล่านั้น
และภาพเหล่านั้นยังมีคุณค่า เป็นความทรงจำในที่ดีวันข้างหน้า
และยังตกทอดต่อไปสำหรับคนรุ่นลูก รุ่นหลาน

สำหรับคนที่กำลังจะก้าวเข้ามาเป็นช่างภาพในงานสายนี้
หรือ คนที่เริ่มต้นด้วยก้าวแรก

ขอให้ตระหนักไว้เสมอว่า

ความสนใจในงานและความเอื้ออาธรของคุณที่มีต่อเพื่อนมนุษย์จะเป็นตัวนำพาให้คุณผ่านพ้นช่วงเวลาอันวุ่นวายที่คุณต้องผ่านเข้าไปเจอในวันงานด้วยความอดกลั้น

จะว่าไปแล้วงานแต่งนั้นเปรียบได้กับละคร
และช่วงที่ถ่ายภาพบุคคลจะเป็นโอกาสที่ตากล้องจะได้ทำความเข้าใจ
และนำเสนอตัวบุคคลที่อยู่หน้าเลนส์ ซึ่งเขาเหล่านั้นไม่ต่างไปจากคุณเอง (ตากล้อง) หรือ อาจจะคล้ายกับคุณเสียด้วยซ้ำ

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้บอกให้คุณรู้ว่าการถ่ายภาพนั้นเป็นเสมือนเครื่องมือในสร้างสรรผลงานแบบของคุณเอง
เป็นเครื่องมือในการสร้างความเอื้ออาธร
และเป็นเครื่องมือที่จะนำคุณได้ไปสัมผัสกับสิ่งต่างๆในโลก

เหมือนกับ ที่ วิคเตอร์ อะวิล่า ช่างภาพงานแต่งชั้นยอด
ได้เคยบอกกับผมไว้ว่า

เมื่อใดที่คุณมองผ่านเลนส์แล้วคุณเห็นความรักที่แสดงออกมาจากบุคคลที่เป็นแบบ สิ่งนั้นจะถูกผ่านลงบนฟิลม์ด้วย



ถ้าอ่านจบแล้ว ดูเหมือนเขาจะเขียนเกี่ยวกับ ช่างภาพงานแต่งมากกว่า แต่ก็ยังมีส่วนสาระสำคัญที่เน้นที่ความเป็นหัวใจของภาพบุคคลอยู่ในเกริ่นนำ และลงท้าย


หวังว่าคงมีประโยชน์บ้างไม่มาก ก็น้อย
ผมเองก็แปลแบบลวกๆไม่ได้ขัดเกลาสำนวนดีๆ (สำนวนผมออกจะเชยๆ อิอิอิ) ผิดถูกประการใดผมขออภัยไว้ด้วยยครับ
โดย นายไข่เจียว :pen156: :pen156: :pen156:

dott
2nd October 2006, 13:27
ขอบคุณมากครับ เข้าใจขึ้นเยอะเลย

how
2nd October 2006, 13:36
เข้ามาเก็บความรู้ครับ แต่โหยาวจัง
:pen156: :pen156: :pen156:

saint
3rd October 2006, 23:12
เนื้อหาแน่จิงๆ

aOr_MINOLTA X-700
4th October 2006, 01:04
:pen145: :pen145: :pen145:

ขอบคุณนะค่ะ สำหรับความรู้ ความรู้ทั้งนั้น เอ้าจด จด จด ^^

oaksta
4th October 2006, 09:30
ขอบคุณ JOJO มาก ๆ นะครับ ยังอ่านไม่หมดเดี๋ยวมาอ่านต่อ ครับ

:pen145: :pen145:

black Elk
1st November 2006, 22:38
ขอบคุณครับ..ชอบมากก

K_Power_F
14th November 2006, 01:43
ขอบคุณมากครับ รู้ความหมายแต่ละแบบซะที ^_^

kroomjai
14th November 2006, 08:54
อยากดูตัวอย่างงานแบบนี้อ่ะครับน้า jojo

jeanie_chin
14th November 2006, 18:45
มึนตึ้บเลยค่ะ แต่ก็พยายามศึกษาเป็นวิทยาทาน ขอบคุณค่ะคุณโจโจ้

Barley*
14th November 2006, 19:41
ความรู้เพียบจริงๆเลย ขอบคุณค่า :pen103:

sardius
23rd November 2006, 11:26
ขอบคุณงับ สำหรับความรู้ที่เพิ่มขึ้น

pe_terng
2nd December 2006, 01:45
ขอบคุณคับ

ได้ความรู้ ประเทืองปัญญา

หนุมาน
8th December 2006, 19:05
แล้ว Conceptual ล่ะครับ ไม่เห็นพูดถึง

JOJO
8th December 2006, 21:17
แล้ว Conceptual ล่ะครับ ไม่เห็นพูดถึง

ไม่แน่ใจว่าไปเอาคำๆนี้มาจากๆไหน ... คอนเซปต์ชั่ว ที่พูดถึง แปลตรงตัวก็หมายถึงแนวความคิด.. แต่ไม่รู้ผู้ที่ถามเอามาจากไหน มีภาพถ่าย หรือ ถ้อยคำที่บริบทรายล้อมมัน .หรือ แค่ คิดถึง ว่าคำนี้ น่าจะหมายถึง แนวของภาพ..
ซึ่ง ทั้งนี้.. ถ้าจะมานั่งจำกัดความคำทุกประเภท.. ก็ คงไม่มีจบแน่เลยครับ..
ที่เอามาลงก็ คงได้แค่ ความหมายคร่าวๆ .. แนวของภาพ ถ่าย ต่างๆ ที่คนพูดกันบ่อยๆ..
การถ่ายภาพก็ เป็นงานศิลปอย่างนึงที่คงจะมี คำศัพท์ มากมายที่เอามาอ้างถึง หรือ เอามาจำกัดความ พูดยังไง ก็ คงไม่มีจบหรอกครับ. ... ..ถ้า เช่นนั้น คงต้อง อธิบายศัพท์ ทางศิลป กันทุกกระเภทเลยกระมัง.. ตั้งแต่ อิมเพรชชั่นนิส.. คลาสสิก.. คิวบิก.. เซอเรียลริส.. โมเดิน ไปจนถึง.. ดีคอนสตักชั่น กันเลย..

ถ้าใครรู้มาช่วยกันอธิบายแล้วกันครับ.. :pen167: :pen167: :pen167:

bypao
8th December 2006, 21:46
อยากาจะช่วยจริงๆ นะคุณโจ แต่ข้าพเจ้าเนี่ยรู้น้อยมากๆ แต่แอบเหนื่อยแทนเล็กๆ ยังไงก็ขอบคุณสำหรับสิ่งดีๆ ที่มีประโยชน์ที่นำมาแบ่งปันกันค่ะ สู้ๆ ค่ะ:pen167: :pen152: :pen152: :penflag:

tawita
25th December 2006, 16:34
"ได้ความรู้ใส่หัวอีกแล้ว"..
ขอบคุณมาก ๆ คับ

jackoman
27th January 2007, 12:27
ความรู้ทั้งนั้นเลยครับขอบคุณมากครับประเทืองปัญญาจริงๆ

อาม่าปวดท้อง
3rd February 2007, 02:41
พี่โจ้บอกได้ระเอียดมากคับ ขอบคุณมักมากคับ เด็กรามสู้

tongmouy
2nd March 2007, 11:07
ขอบคุณมากครับ จะจดไว้ครับ:pen153: :pen153:

comman
4th March 2007, 18:16
จะค่อยๆอ่านครับ ความรู้ทั้งนั้นเลย
ขอบคุณครับ

KLTee
27th March 2007, 15:55
อ่านเสร็จ ก็มาจดเก็บไว้
แล้วก็ ขอบพระคุณมากมายฮับ

Paoz
12th April 2007, 19:24
:pen156: ขอบคุงคับ:pen156:

krisd
22nd May 2007, 17:21
เยี่ยมครับ :pen159:

บุญชู
22nd May 2007, 20:21
:pen145: :pen145: :pen145:

คนหลังเขา
28th May 2007, 13:13
ได้ความรู้อีกเยอะเลย
ขอบคุณมากคับคุณโจโจ้

คนหลังเขา
28th May 2007, 13:14
:pen103: ได้ความรู้อีกเยอะเลย
ขอบคุณมากคับคุณโจโจ้:pen152:

Hipponite
28th May 2007, 19:24
:pen110: :pen110: :pen110:

แปลกดีเหมือนกัน เพราะเมื่อคืน อยู่ดีๆ ก็นั่งนึกถึงคำว่า ถ่ายภาพแบบ LOW KEY นี่คืออะไร ถ่ายแบบไหน พอมาวันนี้ นั่งดูภาพอยู่ดีๆ ก็มาเจอคำอธิบายตั้งแต่ต้นจนจบแบบนี้ อัศจรรย์ใจดีแท้

:pen153: ขอบคุณที่นำมาให้อ่านกันค่ะ :pen153:

SYLFBOMIN
15th June 2007, 13:39
ได้ความรู้เพิ่มอีกมากเลย

oleowen
22nd June 2007, 14:56
ขอบคุณคับ กระทู้มีความรู้ดีคับ

LEK86
6th July 2007, 08:10
ขอบคุณมากๆครับ ได้ความเข้าใจมากเลยครับ:pen156:

ostomus
12th July 2007, 01:57
พี่เรียนมาจากไหนนิ เก่งจิงๆคับ

huiling
27th September 2007, 08:34
ได้ความรู้ดีขอบคุณค่ะ

fotomaniac
27th September 2007, 09:23
สุดยอดครับ
ขอบคุณครับ:pen108: :pen108:




:pen145: จดๆๆๆๆ:pen145:

kroomjai
27th September 2007, 10:24
สุดยอดมากเลยครับ save ๆ

arun_cha
13th October 2007, 14:58
ความรู้ทั้งน๊าน
จดครับ:pen145: :pen145:

Voyage
30th November 2007, 15:02
โอว แน่นมากครับ อ่านจนมึนเลย :pen167:
สุดยอดมากครับ เคลียร์ไปเยอะเลย :pen153:

dePooH
27th December 2007, 11:53
ขอบคุณสำหรับความรู้ครับ

Nodame
31st December 2007, 00:45
ขอบคุณค้าาาาาา :)

kaiskynet
18th January 2008, 11:35
:pen153: :pen153: :pen153: :pen153: :pen153:

macki
30th January 2008, 15:32
ขอบคุณมากครับ

aster_nok
8th February 2008, 21:59
ขอบคุณมากค่ะ
แต่ขอ Print ไว้อ่านนะคะ เพราะอ่านกะคอมพ์แล้วตาลาย...

colorboy
25th March 2008, 13:46
ได้ความรู้มากมายจริงๆ
ขอบคุณมากๆค่ะ

oat
25th March 2008, 16:58
โอ้ความรู้อัดแน่น

isa
28th March 2008, 16:05
ความรู้เยอะจนตายลายแย้ว

nexstep
7th April 2008, 09:51
ความรูู้็ทั้งนั้นเลย สุดยอด

ขอบคุณมากครับ

นายบัดดี้
26th May 2008, 19:20
ได้ความรู้เยอะเลยครับ

ขอบคุณครับ


:pen145: :pen145: :pen145:

oomang
10th June 2008, 10:38
กระทู้แบบนี้ต้องเก็บ เพราะมีแต่ความรู้ทั้งน๊านนนเลยย

ของคุณพี่jojo มากมาย

yala410
10th June 2008, 10:57
ของเราหนักไปทางศิลปะ อ่านแล้วรู้เรื่องเครื่องมือทำงานภาพ

ดีมากครับ

maiwharn
10th June 2008, 10:59
ขอบคุณครับ...

probmx
12th June 2008, 11:48
น้องใหม่รายงานตัวครับ ฮ่าๆ

ชอบจังเลย ได้ความรู้อีกแล้ว

มองอยุ่นาน ไม่เคยโพสเลย

poositlove
15th June 2008, 18:26
ได้ความรู้ขึ้นอีก ขอบคุณความรู้ดีๆๆ

Netter
1st July 2008, 20:40
เจ๋งครับ ดันๆ

Arakorn_Foto
23rd September 2008, 11:31
ได้ความรู้มากมายจริงๆ
ขอบคุณมากๆคับ

focus-32
13th October 2008, 22:51
:pen167: :pen167: :pen167: :pen167:


ทำไมสถาปนิกคนนี้รู้เรื่องกล้องได้ลึกจังครับ...นี่ขนาดไม่ใช่วิชาหลักนะเนี่ย..

cannondaler
4th November 2008, 07:37
ขอบคุณมากครับคุณ Jojo ... พอรู้ การ ถ่ายแบบ ต่างๆ แล้ว มันทำให้เปิดมุมมอง ... ว่าลองถ่ายอย่างโ้น้น บ้าง ถ่ายอย่างนี้บ้าง .. ขอบคุณนะครับ

Tawees
4th November 2008, 13:11
ขอบคุณมากนะ ค้าบ JOJO ได้ความรู้มากๆเลยคับ

panat_tae
7th January 2009, 13:45
ยอดเลยครับ...เนื้อล้วนๆ

lunacy_zz
21st January 2009, 15:19
ค ว า ม รู้ เ พี ย ว ๆ ข อ บ คุ ณ ค ร้ า บ

kOwpaO
8th March 2009, 22:16
ขอบคุณครับ ความรู้แน่นจริงๆ

ZoNGy
9th March 2009, 00:12
กว่า จะ อ่าน จบ - -*

Lastchristmas
14th March 2009, 13:10
เวบนี้มีสาระมากๆ
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ จดจนเมื่อยมือเลย

Stranger054
7th April 2009, 22:45
ต้องขอเก็บไว้ ประเทืองปัญญา ด้วยนะครับ
ขอบคุณมากเลยครับ ที่ให้ความรู้

Boripat
9th April 2009, 23:39
จด และ จำ คับ ความรู้เน้นๆ แน่น

Don Bomby Corleone
20th April 2009, 18:12
ความรู้ทั้งนั้นๆ

aobaob
22nd July 2009, 13:16
ขอบคุณสำหรับความรู้นะครับ

spark
22nd July 2009, 18:37
ละลานตาจำไม่หมดอิอิ ขอบคุณมากครับผม

untouchable001
22nd July 2009, 22:17
ได้แยกแยะอะไรออกตั้งหลายอย่างเลยครับ

dolphin108
24th July 2009, 11:44
ตามมาจด..จด..จด..

ขอบคุณคร้าบ

yuriza
25th July 2009, 13:07
อ่านแล้วงง แต่สิ่งดีๆอย่างงี่ต้องขอบคุณแล้วและครับ

cleanness
28th July 2009, 20:36
ขอบคุณมากครับ สำหรับความรู้ดีๆ

sornieze'
11th November 2009, 18:49
ขอบคุณมากคับ

wasonh
15th November 2009, 21:49
สาระเนื้อๆเน้นๆเลยครับ

bomact
20th November 2009, 14:15
ละเอียดยิบเลย ขอบคุณมากครับ ความรู้ทั้งนั้น

หมากลมกลม
21st November 2009, 01:50
มึนกับเป็นแถบๆ

packiizz
27th December 2009, 01:34
ขอบคุนมากๆๆๆคับ

4To_ArT
30th January 2010, 13:54
จดๆๆๆ:pen145::pen145::pen145::pen145::pen145:
ขุดๆๆๆๆๆๆ:pen133::pen133::pen133::pen133::pen133:







ขอบคุณคร๊าบบบบบ :pen156::pen156::pen156::pen156::pen156::pen156:

Iceman11
24th February 2010, 01:35
ขอบคุณมากครับ +10 เลย

naimungue
28th February 2010, 14:38
เซฟไว้เป็นปี เพิ่งจะขุดมาอ่านได้ความรู้อีกมาก
ผมถ่ายรูปมาตั้งแต่เด็ก
ใช้กล้องพับของพ่อเป็นฟิมล์ขาวดำ
แล้วก็ถ่ายมาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบัน(อย่าถามว่าอายุเท่าไหร่น๊ะ..ฮา)
ปรากฎว่า"""ได้แค่ถ่ายรูป แต่ ไม่ค่อยได้รูปที่ถ่าย"""
ความชอบ กับ ความไม่เดียงสา ทำยังไงมันก็ยัง"ไม่ห่าง"กันซักกะที
ทุกวันนี้ก็ยังพกกล้อง ถ่ายไปเรื่อยเปื่อย
ขอบคุณครับ สำหรับการรวบรวมความรู้ไว้ให้อ่าน

นายมังกือ

thanakritd5000
4th March 2010, 22:58
สุดยอดเลยคับได้รู้อะไรอีกเยอะ

klongtum
25th March 2010, 15:46
ว้าว......เนื้อหาแน่นเพียบ

NumZaCBR150
30th May 2010, 12:49
ขอบคุณครับ

SatanDear
5th June 2010, 23:43
เยอะแยะมากมาย กระทู้นี้อัดแน่นจิงๆค่ะ -*- มึนไปเลย 555+
+10 ^^

dogsun
7th June 2010, 13:29
ขอบคุณสำหรับความรู้คาบบบบบ

alise
29th July 2010, 07:44
ขอบคุณความรู้ดีๆแบบนี้ครับ

phoomgallery
29th July 2010, 10:41
:pen145::pen145::pen145:

fotobyfo
31st July 2010, 14:56
ขอบคุณพี่โจโจ้ ความรู้ดี ๆ อีกกระทู้ครับ

cmaleekaew
2nd August 2010, 13:10
ถึงแม้จะอ่านแล้วงงๆ แต่ก็จะพยามเข้าใจค่ะ
ขอบคุณสำหรับความรู้

bombrace
7th September 2010, 16:55
โอ้ว.... ววว ความรู้แน่นมากครับ ขอบคุณครับ
จำแทบไม่หว่านไม่ไหว:pen156::pen156::pen156::pen120:

TOT33
16th September 2010, 02:00
บทความดีๆที่น่าศึกษา

PHI
28th September 2010, 18:03
อ่านแล้วมึนครับ สมองเก็บความรู้ไม่ทัน
ขอบคุณพี่โจโจ้ มากครับสำหรับกระทู้ดีๆ สาระเยอะแยะมากมาย +++

jo joe
28th September 2010, 19:37
ขอบคุณสำหรับความรู้คับประเทืองปัญญาขึ้นอีกเยอะ...

ohm8
12th October 2010, 13:15
ขอบคุณครับ

HANNYA
20th October 2010, 16:32
ล้ำลึกมาก..

LV09
20th October 2010, 17:05
ขอบคุณครับ

deli
2nd December 2010, 10:41
จด ๆ ๆ และ save as brain

Bryan40D
18th December 2010, 12:30
ขอบคุณครับ สำหรับบทความดีๆ..อย่างนี้

mr_lonely
29th April 2011, 07:39
ขอบคุณคร้าบบบ

Oahh
2nd May 2011, 17:19
:pen145::pen145::pen145:


ขอบคุณฮ้า

Erozz
27th May 2011, 12:03
ความรู้มากมายเลย

thelvlacky
30th May 2011, 14:17
ขอบคุณครับ สำหรับความรู้ดีๆที่ถ่ายทอดให้

DEI_ocz
5th June 2011, 11:58
ขอบคุณพี่ JOJO ครับ:pen108:

kizz-d
18th July 2011, 21:03
ขอบคุณคร้าบบบบ

thaitrash
19th July 2011, 08:31
โห...ความรู้ล้วน ๆ เก็บ ๆๆๆ

khonkamsang
10th September 2011, 04:54
เป็นสมาชิกใหม่ครับ ตั้งแต่เข้ามาอยู่ในบ้าน PIXPROS ที่นี้ให้ความรู้ทุกเรื่องจริงๆ ครับต้องบอกว่าเป็นมหาลัยสุดยอดเลยครับ

fob
14th September 2011, 18:48
ต้อง Copy มาไว้อ่านในคอม

sitter
6th October 2011, 22:24
สิ่งที่ยังไม่รู้ ทำไมมีมากจัง ขอบคุณมากครับ

Aea
25th April 2012, 05:36
ความรู้ล้วนๆ

iViewfinder
7th May 2012, 14:36
:pen116::pen116::pen116:

Chayopat
20th July 2012, 23:30
รายละเอียดเยอะจริงๆครับ สงสัยต้องอ่านซ้ำๆหลายๆรอบ กว่าจะเข้าใจ ขอบคุณนะครับ

kikwan
22nd October 2012, 16:24
:pen103: ขอบคุณครับ

beachbear
10th April 2013, 11:27
ขอบคุณครับ

thekop13
25th April 2013, 15:55
ขอบคุณคร้าบ

simplytop
23rd May 2013, 23:07
ได้ความรู้เยอะเลยครับ ขอบคุณครับ

thegangster
24th May 2013, 23:55
ขอบคุณครับ

ัyodpakdee
4th August 2013, 20:21
เป็นประโยชน์สำหรับการลงประเภทภาพใน rk มากๆครับ

Jhonripper
29th September 2014, 13:54
อ้อ อย่างนี้นี่เองง ขอบคุณครับ