PDA

View Full Version : เทคนิคถ่ายถาพน้ำตกค้าบ


la - oon
3rd November 2007, 12:09
ผมมีบทความน่าอ่าน มาก ๆ มาแบ่งปันกันคับ
ก่อนอื่นขอให้เครดิตเจ้าของเรื่องก่อนค้าบ:pen156:

บทความการถ่ายภาพน้ำตกดัดแปลงจากบทความเรื่อง
การถ่ายภาพน้ำตกในนิตยสารคาเมราร์ต
ผู้ใดต้องการใช้งานใดๆ กับบทความและภาพที่ปรากฏทั้งหมด กรุณาติดต่อเจ้าของบทความเพื่อมารยาทอันดีและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง

la - oon
3rd November 2007, 12:09
ภาพแนวหนึ่งที่ผมชอบที่จะเก็บบันทึกเอาไว้ก็คือ ภาพน้ำตกสวย ๆ ซึ่งการถ่ายภาพน้ำตกนั้นจริง ๆ มิใช่เรื่องยากอะไรนัก แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายซะทีเดียวหากผู้ถ่ายภาพไม่ได้ต้องการภาพน้ำตกให้ออกมาเหมือนภาพถ่ายทั่ว ๆ ไปที่กล้องประเภทพกง่ายถ่ายสะดวกก็ถ่ายได้ หากต้องการภาพน้ำตกสวย ๆ ผู้ถ่ายภาพต้องรู้วิธีเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ การควบคุมช่องรับแสง เลือกฟิล์มที่เหมาะสม และวัดแสงให้ถูกต้องกับภาพที่ต้องการ ที่เหลือคือเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การใช้ฟิลเตอร์ การจัดองค์ประกอบภาพ หรือการรอจังหวะแสง ก็จะได้ภาพน้ำตกสวย ๆ กลับมาเชยชม

la - oon
3rd November 2007, 12:11
เตรียมตัวออกไปถ่ายภาพน้ำตก
โดยปกติ น้ำตกต่าง ๆ จะมีน้ำมากและดูสวยเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝนและต้นฤดูหนาว แต่สำหรับบางแห่งอาจจะมีน้ำเฉพาะช่วงที่มีฝนตกหนักในฤดูฝนเท่านั้น การจะไปถ่ายภาพน้ำตกแต่ละแห่งจึงควรเสาะหาข้อมูลเกี่ยวกับน้ำตกนั้น ๆ ไปก่อนด้วยว่า ช่วงที่จะไปมีน้ำหรือไม่ หรือเมื่อไรน้ำจะมาก การเดินทางเข้าไปต้องทำอย่างไร มีอันตรายอะไรที่ต้องระวัง น้ำตกหลายแห่งช่วงที่น้ำมากจะอันตรายมาก เจ้าหน้าที่จะไม่ได้อนุญาติให้เดินทางเข้าไป ส่วนน้ำตกอีกหลายที่เมื่อเวลาน้ำมากจะไม่สวยเท่าปริมาณน้ำอยู่ในระดับกลาง ๆ เช่น น้ำตกเหวสุวัติ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จึงควรเสาะหาข้อมูลเสียก่อนออกเดินทางไปถ่ายภาพ เพื่อจะได้ไปไม่เสียเวลาในการเดินทางไปเปล่า ๆ น้ำตกที่อยู่กลางป่ามักจะมีความงดงามมากเป็นพิเศษจากสภาพแวดล้อมที่ดูร่มรื่นเขียวขจี เช่น น้ำตกทีลอซู น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น หรือน้ำตกแม่ยะ หากต้องการภาพน้ำตกสวย ๆ จึงยากที่จะหลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านป่าเขาไปหาน้ำตกสวย ๆ เหล่านั้น ซึ่งน้ำตกหลายแห่ง ถึงแม้จะอยู่กลางป่า แต่ก็เดินทางเข้าไปถึงได้อย่างง่ายดาย มีถนนหนทางและทางเดินสะดวกสบาย แต่หลายแห่งก็ต้องใช้ความมานะอุตสาหะเป็นอย่างสูงในการเดินทางเข้าไปให้ถึง ซึ่งความประทับใจในการถ่ายภาพน้ำตกอาจจะไม่ได้อยู่ที่ภาพน้ำตกสวย ๆ แต่อาจมาจากการเดินทางอันยากลำบากนั้นเอง
เมื่อจะต้องเข้าป่าไปหาน้ำตกสวย ๆ หรือต้องเผชิญกับสภาพอากาศที่ไม่อาจคาดเดาได้ นอกจากการนำกล้องถ่ายภาพและเลนส์ติดตัวไปแล้ว ควรมีการเตรียมตัวในการออกไปถ่ายภาพเพื่อให้แน่ใจได้ว่าจะได้ภาพสวย ๆ กลับมาอย่างแน่นอน และอุปกรณ์จะอยู่รอดปลอดภัยตลอดการเดินทาง
สิ่งที่ควรเตรียมไปด้วยในการถ่ายภาพน้ำตก
1.เสื้อกันฝน สำหรับคลุมตัวและกระเป๋ากล้องไม่ให้เปียกฝนระหว่างการเดินทาง
2.ถุงพลาสติก สำหรับคลุมกล้อง กระเป๋ากล้อง หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ จากฝนและละอองน้ำขณะใช้งาน
3.ผ้าขนหนูผืนเล็ก หรือผ้าอะไรก็ได้ที่ซับน้ำได้ดี สำหรับเช็ดภายนอกตัวกล้องและเลนส์เวลาที่เลนส์โดนน้ำ
4.กระเป๋ากล้อง ควรใช้กระเป๋ากล้องคุณภาพดี แบบที่สามารถกันน้ำกันฝนได้ ถ้าเป็นกระเป๋าคุณภาพต่ำเวลาโดนน้ำ น้ำจะสามารถซึมเข้าไปภายในกระเป๋าได้ ทำให้กล้องและเลนส์ที่อยู่ภายในมีโอกาสเสียหายได้ง่ายมาก และยังทำให้ภายในกระเป๋าชื้น กล้องพวกไฟฟ้ามีโอกาสทำงานผิดปกติและเลนส์ขึ้นราได้หากเก็บกล้องเอาไว้เป็นเวลานาน
5.ผ้าเช็ดเลนส์ สำหรับเช็ดฟิลเตอร์และชิ้นเลนส์เมื่อเลนส์โดนละอองน้ำ จะใช้ผ้าหนังแกะ หรือผ้าแบบไมโครไฟเบอร์ก็ได้
6.ฟิลเตอร์ป้องกันหน้าเลนส์ จะเป็นฟิลเตอร์ UV หรือ Skylight ก็ได้ จะช่วยไม้ให้ละอองน้ำโดนหน้าเลนส์โดยตรง
7.ขาตั้งกล้องและสายกดชัตเตอร์
8.กล้องถ่ายภาพและเลนส์ หากมีการนำกล้องประเภทคอมแพคไปใช้ควรเป็นกล้องประเภท All Weather จะมีความสามารถในการป้องกันละอองน้ำและฝุ่นละอองได้ดีกับการใช้งานปกติ(ถูกน้ำที่กระเด็นมาหรือโดนฝนได้ แต่ไม่สามารถป้องกันน้ำที่มีแรงดันสูง เช่น น้ำที่ถูกฉีกจากสายยาง หรือการเอากล้องแช่ลงไปในน้ำ) จึงสามารถป้องกันฝนไม่ให้ทำอันตรายต่อกล้องได้ เลนส์ควรเป็นเลนส์มุมกว้าง อาจจะเป็นเลนส์ทางยาวโฟกัสคงที่หรือเลนส์ซูมก็ได้ ส่วนกล้อง 35MM.SLR ควรนำเลนส์มุมกว้างไปด้วย เลนส์ช่วง 24 ม.ม.ถึง 35 ม.ม.จะเป็นช่วงที่ใช้งานบ่อย ส่วนเลนส์เทเลโฟโต้จะสามารถเจาะถ่ายภาพเฉพาะส่วนหรือถ่ายภาพน้ำตกจากระยะไกลได้ดี
9.ฟิลเตอร์ Warmtone ฟิลเตอร์ตัวนี้ผมมีไว้แก้อุณหภูมิสีของแสงเวลาถ่ายภาพช่วงที่แดดไม่ออก เพื่อลดสีฟ้าในภาพ ให้สีถูกต้อง ใบไม้สีสวยขึ้น จะมีฟิลเตอร์เบอร์ 81A 81B และ Skylight ของ B&W

la - oon
3rd November 2007, 12:13
นอกจากกล้องและอุปกรณ์ถ่ายภาพที่ควรเตรียมไปแล้ว นักถ่ายภาพยังต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับการเดินทางด้วย โดยเฉพาะการแต่งตัว เช่น รองเท้า ควรเป็นรองเท้าที่เหมาะกับการเดินป่า พื้นควรเป็นยางเนื้อนิ่มจะสามารถเกาะหินและพื้นลื่น ๆ ได้ดี ดอกยางรองเท้าควรเป็นดอกหยาบและเป็นบั้งใหญ่ ๆ เพื่อให้สามารถเกาะพื้นที่เป็นดินเหนียวหรือโคลนได้ดี ไม่ควรใช้รองเท้ากีฬาแบบพื้นเรียบดอกละเอียดจะลื่นได้ง่าย ใส่เสื้อผ้ารัดกุมมิดชิด โดยเฉพาะการเดินทางสู่น้ำตกที่มีสัตว์หรือแมลงที่เป็นอันตราย เช่น ทาก หรือถ้าเป็นการเดินทางกลุ่มใหญ่และไปในที่อันตราย อาจจะมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นติดไปด้วย
การเดินในเส้นทางที่อันตราย ควรใช้ความระมันระวังสูงมาก ๆ หากประมาทนั้นหมายถึงการเจ็บตัวหรืออุปกรณ์ถ่ายภาพเสียหาย และอย่าเสี่ยงโดยไม่จำเป็น

la - oon
3rd November 2007, 12:14
การถ่ายภาพน้ำตกจะมีหลักการใหญ่ ๆ อยู่ นอกเหนือไปจากเรื่องของทิศทางของแสง และการจัดองค์ประกอบ คือ
1.การเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ หลักการพื้นฐานคือ ความเร็วชัตเตอร์สูงจะหยุดสายน้ำให้นิ่ง ส่วนความเร็วชัตเตอร์ต่ำจะทำให้สายน้ำดูพลิ้วไหวและนุมนวนเป็นหลัก จะเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ระดับใดขึ้นกับว่าช่างภาพต้องการให้สายน้ำออกมาเป็นอย่างไรเป็นสำคัญ สายน้ำนุ่มๆ จะทำให้น้ำตกดูเล็ก ไม่แข็งกร้าว เหมาะกับน้ำตกที่มีน้ำไม่มากเกินไปนัก ส่วนความเร็วชัตเตอร์สูงทำให้น้ำตกดูรุนแรง เหมาะกับน้ำตกขนาดใหญ่ที่มีพลังมากๆ
ระดับความเร็วชัตเตอร์ที่ทำให้สายน้ำหยุดนิ่งหรือพลิ้วไหวไม่สามารถระบุออกมาได้ว่าเป็นเท่าไร เพราะขึ้นกับปัจจัยหลายประการ เช่น ปริมาณน้ำ ความเร็วของสายน้ำ เลนส์ที่ใช้ เป็นต้น ถ้าสายน้ำไหลเร็ว รุนแรง น้ำมีปริมาณมาก หรือใช้เลนส์เทเลโฟโต้ การจะจับภาพให้หยุดนิ่งจะต้องใช้ความเร็วชัตเตอร์ที่สูงมาก เช่น 1/1,000 วินาที เป็นต้น ในขณะที่สายน้ำซึ่งไหลเอื่อยอาจจะใช้ความเร็วชัตเตอร์เพียง 1/125 วินาทีก็สามารถหยุดภาพได้ สำหรับมือใหม่ควรจะเลือกใช้ความเร็วชัตเตอร์ไว้หลาย ๆ ระดับจะได้มีรูปให้เลือกหลาย ๆ แบบ

la - oon
3rd November 2007, 12:36
2.การเลือกใช้ขนาดช่องรับแสง ช่องรับแสงแคบจะให้ช่วงความชัดหรือ Depth of Field มากกว่าช่องรับแสงกว้าง โดยปกติการถ่ายภาพน้ำตกจะต้องการภาพที่ชัดตั้งแต่ด้านหน้าไปจนถึงด้านหลัง เพื่อให้ได้ภาพใกล้เคียงตาเห็นมากที่สุด ควรเลือกใช้ช่องรับแสงแคบเป็นหลัก เช่น f/8 , f/11 , f/16 ทั้งนี้ขึ้นเลนส์และระยะชัดด้วย

la - oon
3rd November 2007, 12:36
3.การวัดแสง การถ่ายภาพน้ำตกมักจะเจอปัญหาเรื่องการวัดแสงค่อนข้างมาก โดยเฉพาะถ้าใช้ฟิล์มสไลด์ในการถ่ายภาพ หากภาพมีส่วนที่เป็นสายน้ำสีขาวมาก ภาพมักจะมืดกว่าปกติ ทำให้สายน้ำไม่ขาว ส่วนภาพที่มีส่วนต้นไม้ในเงา หรือมีหินสีเข้ม ๆ มาก ภาพมักจะสว่างมากกว่าปกติ แต่ถ้าใช้ฟิล์มเนกาติฟ การเปิดรับแสงมากหรือน้อยเกินไปเล็กน้อยจะสามารถแก้ไขในตอนอัดขยายภาพได้ แต่ไม่ควรเปิดรับแสงโอเวอร์มากนักกับฟิล์มเนกาติฟ เพราะจะทำให้การไล่ระดับโทนสีในส่วนน้ำตกสีขาว หรือส่วนสว่างอื่น ๆ ในภาพเสียไป ส่วนสว่างจะมีความเปรียบต่างต่ำและไม่สามารถแยกแยะรายละเอียดได้ ซึ่งจุดนี้คือส่วนที่สำคัญของภาพน้ำตก และไม่แนะนำให้ใช้ฟิล์มเพื่อการถ่ายภาพบุคคลมาใช้ในการถ่ายภาพน้ำตกโดยหวังว่าความเปรียบต่างต่ำจะช่วยทำให้ภาพมีรายละเอียดครบ เพราะฟิล์มถ่ายภาพบุคคลจะมีส่วนสว่างที่นุ่มนวล เน้นสีผิวเป็นหลัก แต่ไม่ได้หมายความว่าฟิล์มความเปรียบต่างต่ำจะต้องมีช่วงการรับแสงกว้าง เรามักจะได้ภาพสายน้ำที่ดูแบนจากฟิล์มถ่ายภาพบุคคล

la - oon
3rd November 2007, 12:37
กล้อง 35MM.SLR จะมีระบบวัดแสงให้เลือกใช้อยู่ 3 ระบบใหญ่ ๆ คือ ระบบวัดแสงแบ่งพื้นที่(Multi-segment light metering) ระบบวัดแสงเฉพาะจุด(Spot light metering) และระบบวัดแสงเฉลี่ยหนักกลาง(Center-weight average light metering) หากเป็นมือใหม่แนะนำให้ใช้ระบบวัดแสงแบบแบ่งพื้นที่ จะสามารถแก้ปัญหาภาพมือหรือสว่างเกินไปได้ดีโดยที่ไม่ต้องไปปรับแก้ค่าการเปิดรับแสง แต่สำหรับระบบวัดแสงเฉลี่ยหนักกลาง หากมีสายน้ำสีขาวมาก ๆ ในภาพต้องเปิดรับแสงเพิ่มกว่าที่วัดได้ประมาณ 0.5-1.5 stop และถ้ามีส่วนต้นไม้มืด ๆ หรือหินสีเข้ม ๆ มาก ๆ ควรลดค่าการเปิดรับแสงลงจากที่วัดได้ 0.5-2stop
สำหรับภาพอัดขยายจากฟิล์มเนกาติฟ นอกจากจะเกิดความผิดพลาดจากการวัดแสงแล้ว ยังสามารถเกิดการผิดพลาดได้จากขั้นตอนอัดขยาย จากสภาพของฟิล์มเนกาติฟที่มีความแตกต่างของความเข้มมากเกินไปบนฟิล์ม ถ้าภาพมืดหรือสว่างเกินไปต้องดูที่ฟิล์มเนกาติฟด้วยว่าใสหรือดำหรือเปล่า ถ้าปกติแสดงว่าที่ร้านอาจจะไม่ได้ปรับแก้ให้ แต่ถ้าฟิล์มดำหรือใสมากเกินไป คงจะหวังคุณภาพที่ดีมาก ๆ จากฟิล์มเนกาติฟภาพนั้นได้ยากสักหน่อย

la - oon
3rd November 2007, 12:38
หากต้องการใช้ระบบวัดแสงเฉพาะจุดกับการถ่ายภาพน้ำตก โดยเบื้อต้นแนะนำให้วัดแสงที่ตัวสายน้ำ โดยให้พื้นที่วัดแสงเข้าไปอยู่ภายในสายน้ำ หากเป็นการถ่ายภาพตามแสงหรือแสงมาจากด้านข้าง มีแดดส่องลงที่สายน้ำอย่างสม่ำเสมอ เลือกวัดแสงส่วนสายน้ำโดนแสง แล้วเปิดรับแสงเพิ่มขึ้น 2 stop แต่ถ้าเป็นสภาพอากาศครึ้ม ๆ แดดไม่ออก แนะนำให้วัดแสงส่วนสายน้ำที่ขาวที่สุดในภาพ แล้วเปิดรับแสงเพิ่มขึ้น 1.5 stop คำแนะนำสำหรับผู้ที่เริ่มใช้ระบบวัดแสงเฉพาะจุดใหม่ ๆ คือ ควรถ่ายภาพคร่อมค่าการเปิดรับแสงเอาไว้ด้วย ป้องกันความผิดพลาดหากเป็นภาพที่สำคัญ และควรจดค่าการเปิดรับแสงที่ใช้ว่าวัดแสงที่จุดใด และปรับตั้งเอาไว้อย่างไร เพื่อจะได้นำข้อมูลนี้ไปใช้เมื่อล้างฟิล์มออกมาแล้ว ไม่ว่าภาพที่ออกมาจะดีหรือไม่ดีก็ตาม

la - oon
3rd November 2007, 12:39
การวัดแสงสำหรับกล้องดิจิตอลมีหลักการเดียวกับการวัดแสงสำหรับฟิล์มถ่ายภาพ แตกต่างกันเล็กน้อยคือ กล้องดิจิตอลมักจะมีปัญหา ส่วนสว่างขาดรายละเอียด ดังนั้นจึงมีข้อแนะนำเบื้องต้นดังนี้
1. ควรวัดแสงเฉพาะจุดบริเวณสายน้ำ แล้วชดเชยแสงโอเวอร์ 2 stop สำหรับสายน้ำที่โดยแสงปกติ 2.5 stop สำหรับสายน้ำที่โดนแสงแรงๆ และ 1.5-2 stop สำหรับสายน้ำที่อยู่ในทีร่ม ไม่มีแดดหรือแสงจ้า เพื่อรักษารายละเอียดส่วนมืดให้มากที่สุด
2. ควรถ่ายคร่อมค่าการเปิดรับแสงเอาไว้ เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้ภาพที่ดีที่สุดเสมอ
3. ควรถ่ายภาพเป็น RAW File เพื่อจะสามารถปรับแก้สีและแสงได้ในภาพหลัง หากเกิดปัญหาเรื่องการวัดแสงขึ้นมา

la - oon
3rd November 2007, 12:40
น้ำตกมักจะอยู่กลางป่าเขา จะมีการสะท้อนแสงสีเขียวค่อนข้างมาก และหากแดดไม่ออกหรือน้ำตกอยู่ในร่ม ภาพจะติดสีห้ามากเป็นพิเศษ หากมีแดดออกแนะนำให้ตั้งระบบสมดุลสีไว้ที่ Daylight หรือ Auto ก็ได้ หากไม่มีแดดให้ตั้งไว้ที่ Shade หรือ Auto หากอยู่ในป่ากลางหุบและมีแสงสีเขียวสะท้อนมาก แนะนำให้ใช้ Custom White Balance โดยการตั้งสมดุสีของแสงกับสายน้ำสีขาว หรือนำกระดาษขาวไปตั้งสีก็ได้ ไม่ยุ่ยาก และได้สีของภาพทีดี
การตั้งสมดุลสีที่ถูกต้องจะทำให้ได้ภาพน้ำตกและป่าสีสันสดใส เป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสีเขียวของใบไม้ และความขาวสดใสของสายน้ำ

la - oon
3rd November 2007, 12:41
ความจริงแล้วผมไม่อยากจะเขียนถึงเรื่ององค์ประกอบภาพเท่าไร เพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่ององค์ประกอบภาพ รวมไปถึงเรื่องเลนส์ที่ใช้ สภาพอากาศ และข้อจำกัดของแต่ละคนยังไม่เหมือนกันอีกด้วย ผมเองนั้นมักจะถ่ายภาพตามใจเป็นหลัก ไม่ได้ยึดหลักอะไรเป็นกิจลักษณะนัก แต่สำหรับมือใหม่จะมีข้อแนะนำอยู่บ้าง (ย้ำว่า " ข้อแนะนำนะครับ " ไม่ใช่สิ่งที่ต้องกระทำ) คือ เรื่องการวางมุมภาพ และการมองแสง เป็นหลัก ซึ่งผมจะเขียนบรรยายภาพแต่ละภาพนำมาเป็นตัวอย่างโดยเน้นถึงเรื่องมุมและแสงเป็นหลัก
การถ่ายภาพน้ำตก โดยปกติจะมีอยู่ 3 ลักษณะ คือ ถ่ายภาพให้เห็นน้ำตกเต็ม ๆ ภาพ ถ่ายภาพน้ำตกโดยมีฉากหน้าประกอบ และถ่ายเจาะเฉพาะส่วนของน้ำตกที่น่าสนใจ:pen120:

la - oon
3rd November 2007, 12:42
การถ่ายภาพน้ำตกเต็ม ๆ ผมมักจะพยายามหามุมที่จะทำให้ตัวเองไปอยู่ระดับกึ่งกลางของน้ำตก เพื่อให้มุมกล้องไม่อยู่ในมุมเงยหรือก้ม ซึ่งจะทำให้น้ำตกดูเพี้ยนไป ซึ่งทำให้ผมต้องปีนหินปีนเขาขึ้นไปอยู่เสมอ มุมจากด้านหน้าจะให้น้ำตกดูเต็ม ๆ ยิ่งใหญ่ ส่วนมุมด้านข้างเรามักจะได้ภาพที่เร้าใจดี โดยเฉพาะเมื่อมีแสงตกลงมาจากด้านหน้าหรือด้านข้าง มุมด้านข้างจะได้ภาพที่สวยอยู่เสมอ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่ข้อกำหนด เพราะผมก็มักจะเก็บภาพน้ำตกจากมุมต่ำและมุมสูงเอาไว้ด้วยเช่นกัน ไหน ๆ ก็ไปถ่ายภาพทั้งที ถ่ายไว้หลาย ๆ มุมก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร สิ่งที่ผมชอบในการถ่ายภาพน้ำตกเต็มภาพก็คือ จะให้เห็นที่มาและที่ไปของน้ำตก คือให้เห็นปลายด้านบนน้ำตกจนถึงลำธารด้านล่างน้ำตกด้วย เพื่อไม่ให้ภาพดูขาด ๆ

la - oon
3rd November 2007, 12:44
หากต้องการฉากหน้าเข้ามาประกอบด้วย ควรเลือกฉากหน้าที่ไม่ไปรบกวนจุดเด่นของภาพ แต่ควรจะช่วยเสริมทั้งเรื่องราวและองค์ประกอบของภาพให้ดูดีขึ้น ฉากหน้าไม่ควรรกรุงรัง ผมชอบใช้ฉากหน้าที่เป็นต้นไม้ ก้อนหิน บางครั้งก็เป็นกลุ่มของพรรณไม้ ซึ่งจะแสดงให้เห็นสภาพรอบข้างของน้ำตก บางครั้งก็เอาใบไม้มาบังท้องฟ้าขาว ๆ ที่ดูไม่น่าสนใจ ซ้ำยังจะรบกวนสายตาและทำให้เกิดแสงฟุ้งอยู่เสมอ ฉากหน้าไม่ควรใหญ่หรือมีพื้นที่มากจนรู้สึกว่า น้ำตกกลายเป็นส่วนประกอบ ฉากหน้ากลายเป็นจุดสนใจ การตั้งกล้องบนขาตั้งจะทำให้เรามีสามธิในการพิจารณาองค์ประกอบภาพในช่องมองภาพได้นาน ๆ และไม่เมื่อยล้าพะวงไปกับการถือกล้องให้นิ่ง

la - oon
3rd November 2007, 12:44
ผมมักจะเดินหามุมถ่ายภาพให้เจอก่อน เป็นการมองด้วยตาเปล่า ไม่ได้มองผ่านเลนส์จากกล้อง เมื่อพบมุมที่ต้องการแล้วจึงมาดูว่า เลนส์ที่ควรนำมาใช้คือเลนส์อะไร การมองมาก ๆ เดินหามุมมาก ๆ จะช่วยให้เราได้ภาพที่ดีขึ้น และไม่ได้ติดอยู่กับอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่ การหามุมภาพจากเลนส์จะรู้สึกเหมือนว่า เลนส์ตัวนี้ทำอะไรได้บ้าง แต่ถ้าเรามองด้วยสายตาก่อนจะรู้สึกว่า เราอยากได้อะไร แล้วอุปกรณ์ชิ้นไหนจะได้ภาพตามที่เราต้องการ ความมีอิสระทางความคิดจะแตกต่างกัน
ถ้าผมเจอน้ำตกที่ไม่สวยนัก คือ ถ่ายเต็ม ๆ ก็ไม่สวย หาฉากหน้าแล้วก็ไม่สวย ผมจะเปลี่ยนไปถ่ายภาพสิ่งรอบข้างที่น่าสนใจโดยมีน้ำตกนั้นเป็นฉากหลังของภาพ อาจจะเป็นต้นไม้ ดอกไม้ที่ดูสวย ก้อนหินที่มีรูปทรงแปลก ๆ หรืออะไรก็ได้ที่ดูแล้วจะทำให้ภาพดูน่าสนใจ หรือไม่ก็เจาะถ่ายภาพเฉพาะส่วนที่น่าสนใจของน้ำตก อาจจะเป็นลักษณะของสายน้ำที่โจนตัวลงมา สายน้ำที่กระทบก้อนหิน หรือแสงตกลงที่สายน้ำที่ทำให้ภาพดูน่าสนใจ ยังไงก็ไม่ยอมเดินกลับออกไปโดยไม่กดชัตเตอร์ซักภาพแน่นอน

la - oon
3rd November 2007, 12:49
แสงและเงาจะมีผลต่อรายละเอียดในส่วนต่าง ๆ ของภาพ รวมไปถึงโทนสีด้วย หากเราได้แสงและเงาที่เหมาะสมจะทำให้ภาพดูสวย มีสีสันสดใส น่าสนใจมากขึ้น ปกติหากเป็นการถ่ายภาพน้ำตกเต็ม ๆ ผมจะรอให้แสงตกลงบนน้ำตกสม่ำเสมอ เลือกแสงที่มาจากด้านข้างหรือค่อนบนสักหน่อย(หากสามารถกระทำได้)มากกว่าแสงที่มาจากหน้าตรง เพราะแสงที่เข้าข้างจะทำให้น้ำดูขาวใส มีรายละเอียดสูง และแยกแยะจากกันได้ดี ไม่ติดกันเป็นผืนเดียว แต่ถ้ามีลักษณะเป็นแสงเงาตกไม่สม่ำเสมอ ผมจะเลือกให้แสงตกที่ตัวน้ำตกซึ่งเป็นจุดเด่นของภาพ หากน้ำตกอยู่ในเงามืดแล้วส่วนที่เป็นองค์ประกอบรอบข้างมีแสงตก เช่น ต้นไม่ข้างน้ำตกโดนแสง ส่วนน้ำตกไม่โดนแสง หากเราคุมค่าการเปิดรับแสงให้น้ำตกเป็นสีขาว ต้นไม้จะสว่างดูซีดไม่สวย แต่ถ้าคุมแสงที่ต้นไม้ให้พอดี น้ำตกก็จะดำเกินไป หากภาพมีลักษณะแบบนี้ ผมจะไม่ถ่ายภาพ รอเวลาให้แสงไปตกที่น้ำตกแล้วค่อยถ่ายภาพ น้ำตกบางแห่งหันหน้าเข้าหาแสงตอนเช้าหรือบ่าย เราต้องรู้เวลาและเลือกไปในช่วงเวลาที่น้ำตกรับแสง แต่ถ้าเป็นน้ำตกที่หันเข้าแนวเหนือใต้และอยู่ในหุบ มักจะไม่มีแสงตก หรืออาจจะมีแสงตกเฉพาะช่วงเวลาหนึ่งของปีเท่านั้น ไม่สามารถรอเช้าบ่ายได้เหมือนน้ำตกที่หันเข้าแนวออกตก ผมก็จะเลือกสภาพแสงไม่มีแดดถ่ายภาพน้ำตกนั้นเป็นหลัก
ถ้าแสงมาจากด้านหลังของน้ำตกมักจะทำให้ด้านบนของน้ำตกสว่างกว่าด้านล่าง ไม่ว่าจะมีแดดหรือไม่มีแดดก็ตาม สันด้านบนมักมีความสว่างมากกว่าส่วนอื่น เป็นลักษณะของแสงที่ไม่สม่ำเสมอ ซึ่งภาพจะดูไม่สวยเอาซะเลย คงไม่มีใครชอบน้ำตกที่สายน้ำดูดำเหมือนโคลนแน่ ๆ ต้องรอเวลาให้แสงมาจากด้านหน้าแทน
แสงที่ลอดใบไม้หรือต้นไม้ไปตกที่สายน้ำก็จะทำให้ภาพดูสวย หากแสงไม่มีความแตกต่างกันมากจนเกินไป ผมมักจะชอบมองหาแสงแบบนี้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเจอ
การออกไปถ่ายภาพธรรมชาติเราคงไม่ได้สมหวังกลับมาทุกครั้ง ขึ้นกับดวงของผู้ถ่ายภาพอีกด้วย เคยที่ผมออกไปถ่ายภาพน้ำตกกลางฤดูฝน แต่ปรากฏว่าน้ำตกไม่มีน้ำ แต่ไปช่วงปลายฤดูร้อน น้ำตกแห่งเดียวกันนี้กลับมีน้ำเต็ม หากต้องการภาพสวย ๆ กลับมา ไปครั้งเดียวอาจจะไม่พอ ต้องไปครั้งที่สอง สาม สี่ ความอดทนและขยันจึงเป็นคุณสมบัติสำคัญของนักถ่ายภาพธรรมชาติ ฝีมือและอุปกรณ์ไม่เพียงพอนะครับ

la - oon
3rd November 2007, 12:56
กล้องที่นำไปถ่ายภาพน้ำตกควรมีการดูแลรักษาอย่างดีทั้งก่อนและหลังใช้งาน
กระเป๋ากล้องที่ใช้ควรเป็นแบบกันน้ำ ทั้งเนื้อผ้าและซิบ มิให้น้ำเข้าไปภายในได้ ภายนอกกระเป๋าอาจะใส่ถุงพลาสติกหรือมีผ้ากันน้ำคลุมกันอีกชั้น รวมถึงตัวกล้องด้วย แต่การคลุมหรือการหุ้มพลาสติกควรทำเป็นการชั่วคราวเท่านั้น เพื่อมิให้ละอองน้ำเข้าไปที่ภายในกล้องหรือกระเป๋าเท่านั้น หากคลุมเอาไว้ตลอดจะมีปัญหาเรื่องความร้อนทำให้อายุ CCD สั้น เลนส์เป็นราได้
ในระหว่างการใช้งานกล้องในที่มีละออองน้ำมาก ให้คลุมกล้องด้วยถุงพลาสติกและหมั่นเช็ดเลนส์และกล้องให้แห้งอยู่เสมอ เลนส์ที่มีละอองน้ำจะทำให้ภาพไม่ชัด อย่าถอดเปลี่ยนเลนส์ในที่มีละอองน้ำพัดผ่าน หากจำเป็นให้เอาตัวบัง อยู่ในที่ลมสงบ หรือหาถุงพลาสติกใบใหญ่มาคลุมเอาไว้จะปลอดภัยกว่า
หลังจากใช้งานเสร็จแล้วควรทำความสะอาดทันที ใช้ลมเป่าไล่ความชื้นทั้งตัวกล้อง เลนส์ แฟลช กระเป๋ากล้องให้แห้งสนิทจริงๆ และอย่าปิดกระเป๋าจนไม่มีทางระบายอากาศ เพื่อให้ความชื้นและไอน้ำระเหยออกมาได้

la - oon
3rd November 2007, 12:58
:pen153: ทั้งหมดนี้เป็นเทคนิคในการถ่ายภาพน้ำตกเบื้องต้น สำหรับท่านที่มีเทคนิคอื่นๆ เพิ่มเติมหรือต้องการแบ่งปันภาพสวยๆ เชิญต่อความเห็นได้เลยนะครับ จะเป็นวิทยาทานต่อคนข้างหลังมาก ขอคุณณครับ:pen153:

Omario
9th November 2007, 15:51
ขอบคุณมากครับ..